do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for the 'yyy' Category

09 October
2Comments

Why should we study English at Wall Street Institute??

I was given the opportunity to study  English courses at WSI for 1 year in 2007 from CEO of WSI.  After finish the course, I could sense the improvement especially, in my listening and speaking skill.  Since I have slim chance to exercise my English in everyday’s life, that feeling has gone somewhere.

Recently,  I obtained the scholarship mater degree  in Japan at GRIPS( National Graduate Institute for Policy Studies) where I also can experience the real international environment, giving me the definition of “international English” that recalls my good old days at WSI.

When I studied in the lab, I was occasionally annoyed by various accents which represent through non – native characters, Huannita and Family or the Japanese Girl, for instants. I tried to find the reason why I have to listen some accents instead of just go with native pronunciation, British or American. Then someone told me that WSI give student the international English not just British or American and also there are teacher from not only UK, USA but also Australia, New Zealand and The Netherlands. At that time the answer was reasonable enough to get me out of my curiosity but it was not touch my heart until now.

International English is in my daily life as my classmates are from countries all over the world and English is the tool for communication. Since they depart from the different location, they speak English with their tone and accent which are not something I have studied in school but rather what I gained from WSI and I realize what is the essential of learning English.

Because once UK ruled many area of the earth and once USA was the super power in many aspects, English itself is the alternative tool that people use in order to understand each other if the difference of language is the barrier.  If you want to get along in international community, English is the must! and ability to comprehend English in various accents is also crucial since not all international people were born in English speaking country.

All I tried to explain is that WSI leads the students the right direction.. introduces us to the importance of  international English and I feel so grateful to WSI more that ever.

Very thank you WSI, I do appreciate for what you have given to me.

13 September
2Comments

ศัลยกรรมความงามกันทำไม?

วันนี้อ่านข่าวมติชน ข่าวอ้างถึง ชิน ยอง โฮ แพทย์ศัลยกรรมชื่อดังชาวเกาหลีใต้ ประเมินว่า มีดาราเกาหลีใต้ 95 % ทำศัลยกรรม เพราะการแข่งขันที่เข้มข้นในวงการบันเทิงแดนโสมมี เช่น สถานีโทรทัศน์ จะไม่เปิดโอกาสให้ดาราที่มีริ้วรอยจำนวนมากบนใบหน้า ได้ออกกล้องเลย ดาราหญิงเกาหลีใต้ จึงทำศัลยกรรมเพื่อรักษาตำแหน่งแห่งที่หน้าเลนส์ไว้ ในโลกเรามีอาชีพเยอะแยะเลยนะคะที่จำเป็นต้องมีหน้าตาเป็นใบเบิกทาง จริงๆ แล้ว น้องๆ หลายคนอาจจะเก็บเงินที่ต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษ มาไว้เป็นค่าศัลยกรรมตอนเรียนจบ..ก็น่าจะดีเหมือนกันนะเนี่ย..

ไม่นานมานี้ วายได้ไปเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาลัย หลังไม่ได้พบหน้าค่าตากันมาหลายต่อหลายปีเธอสวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ด้วยลุคใหม่ การแต่งตัวแบบใหม่ และจมูกอันใหม่ และเล่ากรรมวิธีเพื่อให้ได้ดั้งมาว่าง่ายเหมือนไปถอนฟัน โรงพยาบาลที่เธอไปสร้างดั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องนัด หรือเฉพาะเจาะจงว่าหมอคนไหน เพราะทุกคนทำได้เหมือนกันหมด คล้ายๆ กับการเย็บแผล หรือฉีดยา..เลยมีคนมานั่งรอทำดั้งกันหน้าสลอนวันละไม่ต่ำกว่าร้อยคน..”ง่าย”อย่างงั้นเลยทีเดียว

แล้วเธอก็ไม่วายทิ้งท้ายด้วยการบ่นอุบอิบว่ายังโด่งได้ไม่ถึงใจ น่าจะทำให้โด่งกว่านี้ ว่าแล้ววายก็เริ่มจิตตกกับดั้งของตัวเองที่แลดูไม่มีเค้าของดั้งวนิดา(ไม่โด่ง ไม่เรียว ไม่งาม) และเริ่มรำพึงรำพันกับตัวเองเงียบๆ ในใจว่า เอง…ว่าถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่เราจะต้องไปทำจมูกใหม่บ้างอะไรบ้าง

หลังจากฟังเรื่องที่เธอเล่าแล้ว วายก็รู้สึกว่าการทำศัลยกรรมความงาม เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะเข้าถึงได้ง่าย ทั้งจำนวน และความหลายหลายของแหล่งการให้บริการ สไตล์ และระดับราคาที่แต่ละคนสามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้ คล้ายๆ กับการเลือกเข้าร้านเสริมสวย ที่แล้วแต่กำลังทรัพย์ ความชอบ และความสามารถในการเสาะหาผู้มีมนต์วิเศษมาเสกให้เราสวย

เมื่อพิจารณาอีกที การทำศัลยกรรม เหมือนกับการซื้อล๊อตตารี่ หรือโอกาสที่จะสวย เพราะไม่ใช่ว่าทำแล้วจะสวยกันทุกคน ทำกับหมอบางคนโอกาสถูกอาจจะมาก บางคนโอกาสถูกอาจจน้อย ทั้งนี้ก็แล้วแต่พื้นดวงที่เกิดจากบุญธรรมกรรมแต่งมาเป็นหน้าตาเราด้วยอีกทีหนึ่ง และล๊อตตารี่ที่ว่ากว่าจะรู้ว่าถูกไม่ถูก ล๊อตตารี่ใบนั้นก็ขึ้นมาอยู่บนตัวของคนซื้อเสียแล้ว ถ้าซื้อถูก คนก็แซ่ซ้องสรรญเสริญ และสอบถามแหล่งที่มาที่ไป แต่ถ้าซื้อมาแล้วมันไม่เหมาะไม่ใช่ก็จะถูกถามเหมือนกัน แต่คำตอบที่ได้คงเอาไปใช้คนละแบบ

คนตัดสินใจให้หมอลงมีดแทบทุกคนต้องการที่จะสวย และคาดหวังไว้ว่าเราจะต้องสวยขึ้น..โดยดึงข้อมูลรูปก่อนทำ และหลังทำของดารา ที่มีถูกขุดค้นและนำเสนอข้อมูล มาบันดาลให้ใจมีหวังและเริ่มเชื่อว่า ใครๆ ก็สวยได้ บางครั้งอาจจะทำให้เราลืมนึกไปว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสวย และสำเร็จเพราะศัลยกรรมความงาม คนที่ทำแล้วห่วย ก็ซวย ไม่ได้เป็นดารา เราเลยไม่ได้รู้จักกับเขา

แล้วทำไมคนต้องอยากสวย เป็นคำถามที่มีการตั้งเป็นกระทู้ในบอร์ดพันทิป ห้องโต๊ะเครื่องแป้ง หลายต่อหลายต่อหลายครั้ง ส่วนใหญ่ที่เข้าไปตอบกัน ก็สวยเพื่อให้ตนเองมีความสุข ความพึงพอใจในหน้าตาบ้าง สวยเพื่อให้แฟนภูมิใจบ้าง หรือบางคนอาจมาแนวคนจะสวย สวยที่ใจใช่ใบหน้า ซึ่งก็จริงในกรณีที่มีเวลาเหลือเฟือที่จะคัดสรรหนังสือ โดยมองข้ามปกที่ดูเละเทะ หรือจืดชืดไป

แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในหลายๆ โอกาสความสวยมีประโยชน์มากกว่าการสร้างความพึงพอใจให้เจ้าตัว หรือเจ้าของของเจ้าตัว เพราะสังคมไทยเรา หรือสังคมโลก เชิดชูความสวย อย่างนางในวรรณคดีไทยเราก็ยังสวยกันทุกเรื่อง ต่อให้เริ่มเรื่องไม่สวย ตอนท้ายก็กลับมาสวย(อย่างแก้วหน้าม้า) หรือถ้าตอนท้ายไม่สวย ก็ยังมีช่วงที่สวย อย่างนางผีเสื้อ เป็นต้น แม้ความสวยจะไม่คงที่ แต่ความนิยมในความสวยนั้นน่าจะเปลี่ยนแปลงยาก

คนสวยแล้วหยิ่ง คนส่วนใหญ่สังคม(โดยเฉพาะหนุ่ม) จะให้อภัย เพราะถือว่าหยิ่งด้วยความสมเหตุสมผลสมหน้าตา ทำให้คนสวย หรือคนน่ารักหลายคนมักจะใจร้าย เพราะเข้าใจว่าสังคมต้องเข้าใจ และเอาใจในความสวย และน่ารักนั้น ส่วนคนไม่สวยไม่น่ารักนั้น การฝึกที่จะต่อสู้ชีวิตบนลำแข้งของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ เนื่องจากรูปร่างน่าตาที่พ่อแม่ให้มานั้น ไม่ได้ทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าจำเป็นต้องทะนุถนอมไว้ดูนานๆ เลยถูกคนรอบข้างปล่อยปละละเลยที่จะดูแล หรืออาจจะไม่ได้แลดูมาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งนี้ถ้าเราอยู่ในสังคมคนตาบอดเรื่องสองมาตรฐานแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น

คนฉลาดอย่างเดียวเป็นนางเอกไม่ได้ ประกวดนางงามเวทีไหนก็คงไม่ขึ้นเวที(เพราะคงจะตกรอบคัดเลือก) เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสวยนั้นมีประโยชน์ สามารถใช้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกับความสามารถ หรือสติปัญญา จะต่างกันก็แค่วิธีการรักษาเพื่อให้คงไว้ และอัตราความเสื่อมถอยที่ความสวยอาจจะถอยได้เร็วกว่า และยาวกว่าความสามารถ และสติปัญญา

plumping_parties_plastic_su

โพสนี้ไม่ได้มีเจตนาที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือส่งเสริมให้ใครไปทำศัลยกรรมแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าของบล็อก มีแนวโน้มอย่างสูงที่จะไปทำอะไรซักอย่าง สองอย่าง หรือหลายอย่าง ด้วยอยากสวยกับเค้าบ้าง จะได้ใช้ชีวิตในสังคมได้ง่าย สะดวกสบาย และได้ยกตัวเองขึ้นมาเป็นชนชั้นสวย แต่กว่าจะสวยได้ คาดว่าคงสูญเงินไปเยอะ และตอนนั้น รายได้เฉลี่ยต่อเดือนคงอยู่ใต้เส้นความยากจน กลายผู้เพิ่มค่าเฉลี่ยหนี้สินของข้าราชการ..แน่ๆๆ ใครรู้ว่าหมอไหนดี แนะนำมาด่วนเลยนะคะ จะรีบไปทำ กลัวว่าจะสวยช้า ถ้าตายก่อนขึ้นมา จะไม่ทันใช้ความสวย ขออย่างเดียว เทรนความสวยอย่าเพิ่งพลิกจังหวะนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวทำมาแล้วมันจะผิดที่ผิดเวลา…กลายเป็นไม่สวยแล้วจะซวยยิ่งกว่าเดิม

04 September
5Comments

ทำไมฝน ต้องคู่กับคนเหงา?

อ่านคำถามแล้วออกจะติดแนวโรแมนติก ซึ่งห่างไกลจากแนวที่เคยอ่านมาใน blog นี้ แต่พอดีมีพี่คนนึง ฝากให้ลองหาคำตอบเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กว่าจะนึกได้ก็ตอนเดินลุยน้ำ..ดำๆ..ตามข้างทาง เนื่องมาจากท่อตัน ระบายน้ำไม่ทัน ก็เค้าเพิ่งจะมาขุดลอกกันตอนหน้าฝน..เฮ้อ..ทำไมต้องมาขุดลอกท่อกันตอนนี้??(น่าจะเป็นหัวเรื่องที่ดีของตอนหน้า) กลายเป็นไม่โรแมนติกไปซะละ ..

กลับมาเข้าเรื่อง…ฝน และเหงา

มีเพลงหลายเพลง เขียนเกี่ยวกับฝน และความรัก ในขณะที่เพลงหลายเพลงกว่านั้น เกี่ยวกับฝน คนเหงา และเศร้า ในบางบริบทอาจมีน้ำตามาร่วมผสมโรง นั่นอาจเป็นเพราะการเอาฟ้า ฝน มาเชื่อมกับตัวเรา และน้ำตา… และการเชื่อมโยงจะลึกซึ่ง และชัดเจนยิ่งขึ้น หากเราอยู่คนเดียว และที่สำคัญ… มีปมในใจ

เคยฟังนักแต่งเพลงให้สัมภาษณ์ เค้าบอกว่ามันขึ้นอยู่กับอารมณ์ เพลงดีๆ บางเพลง ใช้เวลาแต่งแค่ 15 นาที เชื่อว่ามีหลายเพลงเกี่ยวกับฝนกำเนิดขึ้นในเพียงชั่วขณะแห่งความเหงาท่ามกลางเสียงฝน ชั่วขณะที่มีสมาธิ และมีจิตใจที่พริ้วไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัว เพราะสายฝน และเชื่อมต่อไปอีกว่า ช่วงเหงาๆ ช่วงนั้น จะต้องอยู่คนเดียวที่บ้าน หรือร้านกาแฟ เพราะหากตอนนั้นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ยืนรอรถในสภาพเปียกครึ่งท่อน หรือบนรถตู้ติดแหง็กอยู่บนทางด่วน คงสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน แต่เพลงที่ว่า อาจไม่ได้มีความเหงา ความเศร้า แบบโรแมนติกปนมาสักเท่าไหร่

เอ่อ ว่าแต่ ทำไมต้องเป็นเพลงเหงา เพลงเศร้าด้วย

อาจเป็นเพราะเวลาฝนตก คนส่วนใหญ่จะอยู่บ้าน ฟังเสียงฝนเสียงลม สัมผัสลมเย็นๆ ที่ปะทะผิว กลิ่นดิน กลิ่นฝน หรือบางครั้งเมขลา กับรามสูรก็ส่งฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มาฝากเราด้วย และหากไม่จำเป็นต้องเผชิญชะตากรรมบนท้องถนน คิดว่าหลายๆ คน คงอยากจะนอนกลิ้งพุงอยู่ที่บ้าน รื่นรมย์กับบรรรยากาศฝนตก

และเมื่ออยู่เงียบๆ เหงาๆ ว่างๆ บางคนก็เริ่มประมวลอดีตกลับมาคิดเล่นๆ ภาพอดีตบางภาพก็ชัด และผุดขื้นมาง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่สร้างความประทับใจที่เจ็บปวด จะฝังรากได้ลึก ไม่ต้องขุดก็สามารถผุดขึ้นมาแจ่มในใจได้เรื่อยๆ…แล้วภาพนั้นก็ย้อนกลับมา ย้อนกลับมา แล้วเจ้าของเรื่องราวก็จมลงไปในห้วงอดีตซึ่่งบางครั้งสร้างมาจากบ่อน้ำตา…อันนี้ท่าทางจะออกแนวเศร้า มากกว่าเหงานะเนี่ย

บางคนด้วยความไม่มีอะไรทำ ก็เริ่มจินตนาการว่า..เอ…ทำไมเราไม่มีใครซักคนมานั่งดูฝนเป็นเพื่อนกันนะ หรือเอ..จะทำอะไรดีเนี่ย..อยู่คนเดียว เปลี่ยวใจ จะโทรไปหาเพื่อนก็กลัวเพื่อนจะไม่เข้าใจความอ่อนไหว เดี๋ยวเพื่อนจะหาว่าเป็นตัวอาร์ต จะคุยกับพ่อแม่พี่น้องครับ ก็กลัวว่าเค้าจะเป็นห่วง ก็เลยอยู่เงียบๆ พอเงียบ แล้วก็เหงา บางคราว..ก็อาจจะอยากร้องไห้แบบตองภัครมัยก็เป็นไปได้

จะไม่ให้เพลงมันเศร้าและเหงาได้ยังไง ถ้าคนอารรมณ์แบบนี้

ฝน และคนเหงา

คงจะดีกว่า หากเรามีใครซักคน มาแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความโรแมนติก เปลี่ยงเพลงฝนแบบเหงาๆ เศร้าๆ ของเบิร์ดกะฮาร์ท เป็นเพลงรักอย่างเพลง rain ของบัวชมพู

และคงจะดียิ่งขึ้นไปอิก หากเราใช่ช่วงเวลาเหงาๆ เคล้าสายฝนที่ว่า ทบทวนตัวเอง หรือทำอะไรให้มีประโยชน์มากกว่าจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอก นางเอก มิวสิควิดีโอ..แล้วก็หม่นหมอง ประคองอารมณ์เศร้าต่อไป

เพราะเมื่อฝนหยุดตก หรือเมื่อเราตื่นจากภวังค์ความเปลี่ยวเหงาแล้ว .. การจินตการตัวเองวิ่งท่ามกลางสายฝน หรือนั่งเหม่อมองฝนข้างหน้าต่าง หรือร้องไห้อยู่ใต้ฝักบัวนั้น ไม่มีทางที่จะช่วยให้เราไม่เหงาเมื่อฝนตกลงมาอีกครั้ง

คล้ายๆ กับเล่นมิวสิควิดีโอ ที่เราเลือกจะเล่นเอง ทั้งๆที่ไม่มีคนจ้าง เลยไม่ได้ค่าตอบแทน

แล้วคุณ คิดว่าไงบ้างคะ?

03 September
0Comments

ทำไมบางทีเราอยากทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ?

เชื่อว่าคำถามนี้ เป็นคำถามที่เชื่อว่า หลายคน น่าจะเคยถามตัวเองอยู่ในเวลาที่สิ่งที่ต้องการจะทำ และสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือบางครั้งเลวร้ายกว่านั้น อาจจะสวนทางกัน

นักเรียนหลายคน อยากดูการ์ตูน เล่นหุ่นยนต์ เกมส์ออนไลน์ หรือ BB ทั้งๆ ยังไม่ได้ทำการบ้าน

นักศึกษาหลายคน อาจจะอยากออกไปเที่ยว เอาเงินที่พ่อแม่ส่งเสียมาให้เรียน ไปใช้ในการศึกษาภาคกลางคืน ทั้งๆ ที่จะต้องสอบในอีกไม่กี่วัน

พนักงานหลายคน อยากเล่น Facebook ปลูกผัก เลี้ยงปลา จีบกันไป จีบกันมา ในเวลางาน

คนน้ำหนักเกิน ที่ตั้งใจจะลดความอ้วน ก็อดไม่เคยได้ที่จะไม่กินข้าวขาหมู หรือทอดมันกุ้ง

บางคนก็ตื่นสาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าควรจะไปทำงานเช้า

หลายคน แอบรัก แอบชอบพี่เคน ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเค้ามีครอบครัวแล้ว – -” ณ จุดนี้..สะเทือนใจมาก

หรือบางครั้ง ชีวิตอาจจะเหมือนกับเพลงทั้ง ทั้งที่รู้ ของอัสนีย์ วสันต์ ที่ร้องว่า

เราก็เหมือนดังใครๆ อยากทำชีวิตดีๆ แต่มีบางครั้งคนเราก็ต้องจำใจ

ทั้งทั้งที่รู้อยู่ ก็ทั้งทั้งที่รู้อยู่อยู่เต็มหัวใจ จะลองทำไปสักครั้ง ทั้งทั้งที่รู้อยู่ ก็ทั้งทั้งที่รู้อยู่พอเข้าใจแต่แล้วมีทางอื่นไหมให้เราเลือกทำ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

การเลือกมันช่างยาก บางครั้งกว่าจะรู้ว่าเลือกทำในสิ่งที่ผิด หรือถูก จุดกลับรถก็เลยมาไกลในระยะทางที่ต้องเลือกระหว่างจะกลับรถ แล้วไปไม่ถึงไหน หรือไปถึงจุดหมายที่เราไม่ได้อยากให้มันเป็นปลายทาง
Hard_to_make_the_right_choice

หลายปีที่ผ่านมาของช่วงเข้าพรรษา จะมีการรณรงค์การงดเหล้าเข้าพรรษา อย่างครึกโครม เชื่อว่า หลายๆ คน อาจจะเคยมีความตั้งใจที่จะลด หรือกระทั่ง งด เพื่อฝึกตัวเอง และสั่งสมคุณงามความดี แต่หลายครั้งที่หลายคนอาจจะประสบความล้มเหลวในภารกิจดังกล่าว

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าน้องแอลไม่ดีต่อสุขภาพ หรือไม่รู้บาปบุญคุณโทษ แต่ส่วนใหญ่จะออกแนว อดไม่ได้ เสียไม่ได้ และตอนนั้นยังไม่ใกล้ตาย แล้วเลยอ้างข้างๆ คูๆ ว่าหากเราคิดว่ามันเป็นแค่น้ำ..มันก็เป็นแค่นั้น แล้วชักสีหน้าประหนึ่งว่าเป็นเสรีชนนับในลัทธิเซน ซึ่งอ๊วกก็ได้กระเซนออกจากปากในเวลาต่อมา แต่หากตอนนั้นใกล้ตายแล้ว คาดว่าอาจมีแนวโน้มที่จะหักห้ามใจได้มากขึ้นเล็กน้อย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การปรับให้ตัวเองไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ เหมือนจะง่ายกว่าการสร้างวินัยให้ทำให้สิ่งที่ควรจะทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการไม่ทำ สิ่งที่ทำคือหักห้ามใจ ในขณะที่การทำในสิ่งที่ควรจะทำ ต้องทั้งหักห้ามใจเอาเวลาที่ทำสิ่งที่ชอบทำ หรือทำมาเสียจนเคยชินและผลักดันตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่น่าสังเกตอีกครั้งว่า การกระทำในสิ่งที่เราไม่ควรกระทำส่วนใหญ่ เราจะหาเหตุผลก่อนกระทำให้ตัวเองไม่ได้ หรือไม่ได้ยั้งคิดว่าเราต้องการเหตุผลที่จะกระทำสิ่งเหล่านั้น ทว่าจะมาถนัดสร้างข้ออ้าง และข้อแก้ตัวให้ตัวเองในภายหลังจากที่ได้ลงมือทำไปแล้ว

หากไม่ได้ไตร่ตรองสิ่งที่จะทำอย่างถี่ถ้วน เพื่อเปิดโอกาสให้เหตุผลมาควบคุมอารมณ์ เราก็อาจพลั้งใจ อนุญาตให้ตัวเองทำในสิ่งที่ในอีกหนึ่งนาที่ หนึ่งวัน หรือหนึ่งปีต่อมา เราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สิ้นคิดเต็มประดา..เนื่องจากผลเมื่อชั่งผลของมันแล้ว ทำให้เรารู้สึกลบมากกว่ารู้สึกบวก แต่หากเราปล่อยตัว ปล่อยใจทำในสิ่งที่อยากทำมากกว่าสิ่งที่ควรทำอยู่เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ..น่าคิดเหมือนกัน ว่าเมื่อผ่านไปนานเข้า เราอาจจะเริ่มสับสนว่าอะไร เป็นอะไร

เขียนมาซะยืดยาว ข้อสรุปที่ได้เหมือนไม่ค่อยจะต่างจากตอนที่แล้ว นั่นก็คือคงเป็นเพราะ คนเรามีเหตุผลที่จะไม่มีเหตุผลได้เรื่อยๆ

หากถามว่า แล้วทำอย่างไร จะหลุดพ้นจากวงเวียนนี้.. ก็คงต้องย้ำิคิด ก่อนที่จะย้ำทำ ให้มากขึ้นกว่าเดิมหน่อย หรือไม่ก็ลองทำมันไปอีกสักครั้ง .. บางครั้งบทเรียนอาจจะแรงพอที่จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

01 September
0Comments

ทำไมไม่อัพบล็อก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้บล็อกดัง และประสบความสำเร็จ คือความต่อเนื่องในการอัพเดต เพื่อให้เกิดการเกาะติดสถานการณ์ … ท่าทาง yyy จะดังยากซะแล้ว

นับจากการอัพบล็อกครั้งสุดท้าย ผ่านไปหนึ่งเดือนพอดี กว่าจะคลอดหัวข้อนี้ออกมา ซึ่งแม้ว่าหัวข้ออาจดูไม่ค่อยหน้าสนใจเท่าไหร่ แต่เป็นหัวข้อที่อยากจะเขียน – -”

เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา วายได้ละครชุดอเมริกันเรื่องนึง (ดัดจริตพยายามใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง จะว่าให้คนเข้าใจคงต้องบอกว่าเป็นซีรี่ส์นั่นหละคะ) ชื่อเรื่อง Desperate Housewives – แม่บ้านหัวใจเปลี่ยว (ใครหนอช่างแปลได้เปลี่ยวใจดีแท้)

Desperate-housewivesY5

แม้ว่าชื่อเรื่องจะฟังเหมือนเป็นเรื่องราวแห่งความห่อเหี่ยวของชีวิตรักสุกงอมในครอบครัว ซึ่งอาจดูไม่ค่อยจรรโลงสังคมสักเท่าไหร่ แต่วายเห็นหากมองเรื่องนี้ในมุมกลับ นำข้อผิดพลาดของตัวละคร ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่เราเป็น หรือสิ่งที่กำลังประสบอยู่ ทั้งในชีวิตประจำวัน และชีวิตในครอบครัว น่าจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมให้คนดูนั้น เข้าใจตัวเอง ในขณะที่เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจคนอื่น และทำให้ความสัมพันธ์ที่มีกับใครๆๆๆ ดีขึ้นได้

ค่านิยมในการใช้ชีวิตของตัวละครเอกที่เป็นแม่บ้านหลายคน หลายแบบ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านพฤติกรรมที่แต่ละคนใช้รับมือกับมรสุมชีวิต ซึ่งแตกต่างไปตามประสบการณ์ซึ่งก่อร่างสร้างทัศนคติของแต่ละคนที่มีต่อโลก ทั้งชอบ และชัง ที่ทำให้แต่ละคนล้วนมีส่วนดี และส่วนชั่ว ส่วนเด่น และส่วนด้อย

ส่วนแห่งความไม่สมบูรณ์เหล่านี้หละที่สร้างนางเอกในเทพนิยายและนางเอกหนังไทยที่ทั้งหน้าตาดี และจิตใจงามขึ้นมา…

นอกจากปัญหาชีวิตครอบครัวที่สมจริง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตามอย่างมาก คือความสมจริงสมจัง ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และการแต่งหน้า เวลาเมาก็เละจริง เวลาป่วยก็ดูป่วยจริง เวลานอน หรือเวลาตื่น ก็ดูสมจริงสมจัง ซึ่งต่างจากหนังไทย แม้เวลาจะนอน ตาก็ยังเด้ง ปากก็ยังฉ่ำอยู่

ดูหนังชุดนี้จบแล้วก็ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตมากขึ้น

หากคุณอยากเข้าใจคน หนังเรื่องนี้น่าจะช่วยทำให้คุณสามารถเข้าใจคนได้เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง และอาจจะเข้าใจในขั้นที่เริ่มเบื่อหน่ายที่จะทำความความเข้าใจให้มากความ อย่างคำที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒศัย มาบอกคุณด้วยว่า อย่าได้พยายามเข้าใจคน เพราะขนาดเราเอง ยังไม่เข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่ และคน มีเหตุผลที่จะไม่มีเหตุผล..เสมอๆ จริงมั๊ยคะคุณ

แม้ว่าการทำความเข้าใจคน จะต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล และอาจไม่ได้มีความคุ้มค่าหากวัดกันเป็นตัวเงิน แต่วายเองก็เชื่อว่า การเข้าใจคนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งในแง่ที่ทำให้เราสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีต่อคนๆ นั้นได้มากขึ้น หรือป็นไปในทิศทางที่เราต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ หากเราเชื่อว่าเข้าใจคนๆ และใช้ความเข้าใจ มาคาดการณ์การกระทำ อาจทำให้เราผิดหวัง และเสียใจได้เช่นกัน

ว่างๆ ลองไปหามาดูกันซักตอนสองตอนนะคะ เมื่อดูแล้ว วายก็หวังว่าคุณๆ จะเข้าใจ ว่าทำไมวายไม่อัพบล็อก