do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for the 'learn to live in Japan' Category

26 March
0Comments

Y in Crisis; tsunami after the giant quake.. และแล้ว สึนามิก็มา..

ช่วงนี้เหมือนแผ่นดินจะไหวไปทั่ว…ยังไงก็ระวังตัว ระวังตายกันไว้ให้ดีนะคะ อยากจะทำอะไรให้รีบทำ ไม่งั้น ถ้าอยากปลอดภัยจากแผ่นดินไหว แนะนำให้ย้ายมาอยู่ที่โตเกียวเสียด้วยกัน ช่วงนี้มีกัมมันตภาัพรังสีแถมฟรีไม่จำกัดนะคะ มาก่อนได้ก่อน มาทีหลังก็ได้เหมือนกันค่ะ ไม่ต้องกลัว ยังไม่หมดในเร็วๆ นี้

มาว่ากันต่อ จากเรื่องที่เล่าค้างไว้..เด๋วปีนี้จะเล่าไม่จบซักกะที

หลังจากที่รู้สึกว่าชีวิตเพิ่งผ่านความตายมาหยกๆ คนที่หอพักก็เริ่มมารวมตัวกัน บ้างก็พยายามหาข่าว บ้างก็พยายามหาคน

บางคนยังเดินไปเดินมาในชุดนอน เพราะยังอยู่บนเตียงจนถึงบ่าย บางคนก็แจ้นลงมาทั้งๆ ที่ยังแต่งตัวไม่ครบ บ้างมีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเป็นโชคดีของวายที่วันนั้นตื่นแต่เช้า เตรียมพร้อมจะออกไปเที่ยว แต่เปลี่ยนใจไม่ไปไหน เพราะว่าขี้เกียจ..บางครั้งความขี้เกียจก็มีประโยชน์อย่างงี้นี่เอง

แผ่นดินไหวอย่างแรง ทำให้รถไฟฟ้า ทั้งบนดิน ใต้ดินต้องงดให้บริการชั่วคราว ถนนแิออัดคับคั่งไปด้วยทั้งรถ ต่างคันต่างทิศ แต่มุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน คือรักษาชีวิตของใครของมัน

เพื่อนๆ วายหลายคนมีเรียนวันนี้ เลยต้องอาศัยค้างคืนที่มหาลัยไปพลางๆ ส่วนคนที่อยู่หอพักก็เริ่มเคว้งคว้าง จะกลับห้องก็กลัว เพราะไม่รู้ว่าแผ่นดินจะไหวอีกหรือเปล่า โทรศัพท์ก็ใช้การไม่ได้ แต่ต่อให้ใช้การได้ ก็ไม่รู้จะโทรถามใคร ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

แว๊บบบ.. ฉากหนังภัยพิบัติผ่านเข้ามาในหัวอีกแล้ว เวลามีกลุ่มคนรอดตาย วายมักจะคิดว่าบ้าหรือเปล่าจะรอดได้ไง ต้องตายกันหมดแหละ.. ณ จุดนี้ ได้เวลาเปลี่ยนวิธีคิดแล้วบอกตัวเองว่า.. หนังมันต้องสร้างมาจากเหตุผล มันต้องมีเหตุผลที่เราจะรอดชีวิตหละ.. อืม..

หลังจากยืนงงเกาะกลุ่มกันไม่นาน ก็มีเสียงประกาศว่าขอให้ทุกคนระวังสึนามิ และขอให้อพยพขึ้นที่สูง อืม..ซวยละ..รถไฟใช้การไม่ได้ รถก็ติดขนาดนั้น จะให้ไปไหน และไปยังไงเหรอ?? คนประกาศช่วยให้ทางเลือกบ้าง ไรบ้าง..ไม่นาน มีการอพยพคนที่อยู่บริเวณที่วายพักไปรวมตัวกันที่ตึกใหญ่

น่าแปลกมาก .. ทุกๆ คนค่อยๆ เิดินไปต่อแถวขึ้นบันใดเลื่อนอย่างว่าง่าย .. ไม่มีใครโวยวาย เอะอะ หรือว่าฟูมฟาย.. หรือว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ?? นอกจากจะกลัวตายอยู่ในใจลึกๆ แล้ว วายยังสงสัยอย่างแรงว่าทำไมคนญี่ปุ่นเค้าไม่ตื่นบ้าง อะไรบ้าง..ทำไมทุกคนยังคงมีวินัย จิตใจแข็งแรง หรือว่ามันเป็นวิถีซามูไร.. คาดว่ามีเวลาให้คิดทั้งคืน..จังหวะนี้คงต้องเดินตามชาวบ้านเค้าไปก่อน..

ที่ๆ วายมาอยู่ เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่  นั่งไปพื้นก็สั่นไป แต่ที่สั่นแรงที่สุดคือใจที่อยู่ข้างใน.. ไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ถึงจะกลัวแค่ไหน วายก็เก็บไว้ในใจไปก่อน..คนอื่นยังอยู่กันได้..เราก็ต้องอยู่ได้..จริงมั๊ยค่ะ

นึกถึงตอนที่คนอพยพมาอยู่ที่ห้องสมุดในเรื่อง the day after tomorrow แล้วก็เริ่มหวั่นใจว่าเอ.. เดี๋ยวจะมีใครประสาทรับประทานแล้วอาละวาดหรือเปล่า แต่อย่างว่าคนที่เล่นหนังที่วายเล่นอยู่เนี่ยไม่ใช่ฝรั่งแต่เป็นคน ญี่ปุ่น ทุกอย่างเลยอยู่ในความสงบ ราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น..

ไม่นาน เริ่มมีการแจกน้ำ และอาหาร..ซวยหนักละ..นี่มันเหมือนภัยพิบัติยังไงไม่รู้..ได้แต่ข่มใจไว้ว่า อยู่กับคนหลายร้อย..อยู่ด้วยกัน ต้องรอดด้วยกัน..หรือไม่ก็ตายด้วยกัน แต่ที่แน่ๆ คือ เราจะไม่เหงา..นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้รู้ว่า เพื่อนคนไหน เป็นคนอย่างไร..นิสัยคนเวลาวิกฤติ เป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างมาก.. บางคน ยังคงห่วงคนอื่น ทำอะไร ยังนึกถึงคนอื่น แต่บางคน เวลาปกติ ดูเป็นคนดี มีอัธยาศัย แต่เวลาอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขากลับลืมคิดถึงคนอื่น เพราะกังวลแต่การเอาตัวรอด..วายเจอคนทั้งสองประเภทในกลุ่มเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมครั้งนี้ โชคดีจริืงๆ ที่ได้ีู้รู้..

จนแล้วจนรอด สึนามิก็ไม่มา วายยังไม่ตาย เพื่อนก็ยังไม่มีใครตาย แต่ทุกคนได้ีรับความกระทบกระเืทือนทางความรู้สึกมากบ้างน้อยบ้าง ตาืมระดับความเข้มแข็งของจิตใจ วายเอง รู้สึกว่าตัวเองตายไปครึ่งชีวิต เพราะความเครียด และความกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

จะว่าไปแล้ว ความกลัวในสิ่งไหนๆ ก็น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสิ่งนั้นๆ เลย ความกลัว ทำให้เราตายได้ตั้งแต่ยังไม่วิ่งหนี แต่สติ จะทำให้เรารอดตาย..ทั้งนี้ ความตาย จะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ชีวิตคนเราจะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาว แต่ไม่แน่ใจว่า ความสั้นความยาวนั้น ใช่สาระสำคัญของการมีชีวิตหรือเปล่า ขอให้ทุกคน เตรียมตัวตายให้เรียบร้อยก่อนตาย เพราะเมื่อเวลาจะต้องตาย จะได้ไม่ต้องกลัว แล้วตอนนั้น จะได้ตาย เพราะว่าต้องตาย ไม่ใช่ตาย เพราะกลัวตาย

หลังจากตาค้าง ฟังข่าว และประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าคนที่อยู่บริเวณที่วายอยู่ให้อพยพ จิตใจวายก็ป่วย แล้วร่างกายก็เริ่มป่วยตาม..จะตาย คงจะเพราะป่วยนี่หละคะ คาดว่า.. โชคดีที่วายมีเพื่อนใจดี และพักในพื้นที่ปลอดภัยจากสึนามิ บอกว่าให้ไปพักกะเค้าชั่วคราวก่อนได้ ก่อนที่วายจะบ้า เลยตัดสินใจว่า หลบความกลัวไปสักพักดีกว่า.. ต้องขอบคุณเพื่อนยามยากที่ช่วยให้วายปลอดภัยจากการตายเพราะความกลัว..

แล้วเรื่องที่น่ากลัวไม่ต่างกัน ก็มา ข่าวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และกัมมันตภาพรังสี อืม..หนังเรื่องนี้ยังมีอิกยาว..

22 March
2Comments

Y in Crisis ตอนที่ 1

หลังจากที่เล่าเรื่องเที่ยวโน่น นี่ นั่นไปสองสามเรื่อง ช่วงนี้ขอเกาะกระแสญี่ปุ่น เล่าเรื่องโศกๆ บ้างนะคะ

คิดว่าหลายๆ คนคงได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องที่เิกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง ข่าวครึกโครมมาก..ถ้าไม่เคยได้ยิน แนะนำให้ลองหาอ่านตามเวบบ้าง ไรบ้าง นะคะ จะัได้ไม่ตกข่าว แล้วจะได้จิตตกไปพร้ิอมๆ กัน

วายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นได้เกือบครึ่งปีแล้วค่ะ อะไรๆ ก็ดีไปหมด อาหารก็อร่อย คนก็น่ารัก ที่เที่ยวก็เยอะเหลือเกิน เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมา เป็นอิกหนึ่งช่วงชีวิตที่มีความสุขมากค่ะ จนกระทั่ง…. วันแผ่นดินไหวที่ผ่านมา… วายก็ได้รู้ว่า เวลาได้พาวายมาุึถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตแสนสุข…

วายอยู่ที่โตเกียวค่ะ วันที่แผ่นดินไหว เป็นวันศุกร์ที่วายกำลังมีความสุข เนื่องจากเ็ป็นวันที่ไม่มีแผนจะไปไหน หรือทำอะำไรทั้งสิ้น เนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ตะลอนทัวร์ทั้งสองอาทิตย์ีิติด.. บ่ายแก่ๆ อากาศดีๆ ไม่มีอะำไรเหมาะกับเวลาดีๆ อย่างงี้มากกว่าหนังดีๆ ซักเีืรื่อง…

ระหว่างที่กำลังเลือกหนังด้วยความระทึก..ใจก็ต้องระัทึก เพราะัพื้นเริ่มสั่น..จริงๆ แล้ว แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเนี่ย เป็นเรื่องที่เกิดได้บ่อยยิ่งกว่าการชุมนุมที่้บ้านเราิอิกค่ะ วายเลยบอกตัวเองว่า..เดี๋ยวก็หยุดๆ แต่มันไม่เป็นดังคาดเลยค่ะ มันเริ่มสั่นๆ ๆ ตอนนี้ก็สั่น.. แต่ตอนนั้น สั่นไม่ยอมหยุด แล้วก็สั่นแรงขึ้น ๆ ๆ ๆ จนกระทั่ง น้ำในห้องน้ำกระฉอก..

สติยังมี ความจำยังดี วายเลยเคลื่อนตัวไปนั่งใต้โต๊ะตามที่เคยอ่านมาตามฟอร์เวิดเมล์..การอ่านฟอร์เวิดเมล์ มีประโยชน์อย่างคาดไมุ่ึึถึง ส่วนใจก็เต้นเป็นจังหวะแรพ ดังตูมๆ ไม่ยอมหยุด เพราะพื้นยังสั่นไม่หยุดเช่นกัน ไม่ทันไร เสียงผนังกระเทาะเริ่มดัง เลยบอกตัวเองว่า..ซวยแล้วตู เิอาไงดีเนี่ย..จังหวะนั้น อยากจะกรีดร้องเป็นเสียงโซปราโน แต่คาดว่าคงไม่มีใครช่วย มองจากหน้าต่างไปตึกข้างๆ ปรากฎว่า ใครๆๆๆๆ ก็วิ่งหนีตาย ลงจากตึก เลยลืมเรื่องที่เคยอ่านไปก่อน เพราะจังหวะนั้น ประสาทแดกสมองไปแล้วกว่าครึ่ง..

ด้วยสติที่เหลืออยู่ไม่ถึงค่อน รีบหยิบสตางค์ เสื้อแขนยาว และเอกสารสำคัญเข้ากระเป๋า แล้วออกตัววิ่ง อย่างคิดถึงชีวิตแบบที่เรียกได้ว่าใคร่ครวญเลยทีเดียว ระหว่างทางที่วิ่งพื้นก็ไหวตลอดเวลา.. กว่าจะถึงบันใดก็เหนื่อยและ เพราะว่าห้องอยู่ริม พอถึงบันใด ก็นึกอยากจะกระโดดลงเสียตรงนั้น แต่สติยังมีบ้าง เลยหักห้ามใจไว้ทัน..

จังหวะที่อยู่บันใด มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอิกสองคน วิ่งนำหน้าอยู่ด้วยความเร็วสูง..วูบ..ซีนหนังภัยพิบัติในใจชัดมาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวประกอบที่ตายง่ายๆ เร็วๆ ในฉากแรกๆ  เวลาลงบันใดต้องทั้งวิ่งไป เกาะบันใดไป เพราะแรงสั่นสะเทือนพยายามเหวี่ยงวายออกจากบันใดตลอดเวลา ชิบหาย อย่างเพิ่งให้ตายตอนนี้เลย ขอเล่นฉากสำคัญ ๆ บ้างเหอะ ว่าแล้วก็กรีดร้องเสียงดัง ตามผู้หญิงผมยาวคนข้างหน้า..ทำให้สถานการณ์ที่น่ากลัวในตอนแรกกลายเป็นสถานการณ์ที่น่าสยดสยองเลยทีเดียว

ไม่เคยนึกเลยว่า บันใดแค่สี่ชั้นมันจะสูงขนาดนี้.. หลังจากลงมาเหยียบพื้นคอนกรีต ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น แต่ใจก็ไม่วายสั่น..เกิดมายังไม่เคยเจอเรื่องอะไรที่รู้สึกว่าใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน..

แล้วก็เริ่มคิดถึงชีิวิตที่ผ่านมา เรื่องที่อยากทำ ยังไม่ได้ หรือที่ทำได้ก็ยังไม่ดี..แล้วทำไมถึงได้ใช้ชีวิตให้มันเรื่องเปื่อยอย่างงี้..ชีิวิตคนเราสั้น และเปราะบาง ความเป็นความตายบางครั้งก็มีแค่เส้นบางๆ กั้นไว้เท่าันั้นเอง..

การได้เข้าใกล้ความตาย ทำให้รู้ถึงคุณค่าของชีวิตว่าเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนแค่ไหน..

หากคุณยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่มีคนให้เรามา..มันจะไม่อยู่กับเรา และเป็นของเราตลอดไป คำถามที่เราควรจะุุตอบคือ ทำอย่างไงให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นกว่าวันที่เรามาุถึงในวันที่เราจากไป..

ว่าแล้วก็โทรศัพท์หาที่บ้าน ปรากฎว่าทั้งพ่อ และแม่อยู่ที่งานศพ จังหวะเหมาะขนาดนี้ ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ฟังเลยได้แค่บอกว่า ให้ท่านขับรถกลับบ้านดีๆ .. เท่าันั้นเอง..

ภาพ : หลังแผ่นดินไหวสิบนาที บริเวณที่พักวาย ตึกข้างๆ เกิดไฟไหม้เนื่องจากแผ่นดินไหว…

28 February
0Comments

Let’s go skiing

There are many things available in Japan but not Thailand. Snow is one of many things that some Thai people fly to Japan just to experience it.

Since there is plenty of snow here especially in winter, ski is one of famous winter sport and luckily I have chance to know how to ski.

In this occasion, I would like to thank JASSO for providing this great opportunity for TIEC resident, including me, to join 3-days trip for only 10,000 yen.

I am a loser in most kind of sport. All D in my high school transcript are from physical class so learning how to ski is something I do not mind to be what I use to be…loser..

Fitting very heavy ski wear, made me thought that if I just was able to walk without falling down on the snow, I could be proud of myself and if I fell from skiing, it was something acceptable for me.

The first day that I arrived, we had half day free. Therefore some people who know how to ski and people who do not know how but dare to take risk, went out for skiing. I am not both of them. One Japanese friend asked me if I went out for skiing. I replied no and said that I did not want to take risk. Then he responded that high risk could give high return… hmm..

That sounded persuasive but I was not sure if this quote would be applicable with the high potential to be the dumbest skier like me. Consequently, I waited for ski lesson before skiing.

During the lesson, I had learned how to wear the ski board, to slide, to fall, to get up and most important thing, how to break. From every lesson that the teacher taught, what I practiced most frequent is falling and to getting up by myself.

Why did I fall? When I skied down, my speed kept increasing according to the acceleration at the certain point so I got scare of falling down or and crashing other people. Since I could not control the direction, I got freak out, lost concentration. Finally, I decided to sit and lay down on the floor..that could be called falling too.

Just like our life, when it is over speed, we get scare. If we do not know how to take control, we will suddenly get lost and make stupid decision… Pain can be expected as the result.


After practicing to ski down the small slope and break, the teacher took us to the top of the higher slope.   Even I was not content that I would survive. But I have already made up my mind to go skiing so I shoud be ready to fall and bear some pain too.  I was quite certain that I could get up if I fall since I have already practiced a lot during the morning class.

At the top of the higher slope, I was the first student who skied down. Not because I was better than the others but I thought I did not mind to fall… next minute I fell by crashing with the teacher. He tried to help but eventually he had to let me go.. on my way.

Some of my friend followed skiing and falling while some were deciding whether to ski or stop there.

This semester I enrolled too many subjects compare with average.  Since I made my mind up to study, I think I can manage to survive. Even the consequent can be painful, I should be able to handle my choices.

After the ski lesson finish, I went to the teacher and told him that I had problem with controlling direction. That why I fell very frequent since I got scare of crashing other people. Surprising, he replied this is very important but since we all were not able to break yet, he had not enough time to teach about direction control. Hmmm…

I think we should know how to control the direction before start unless we will go somewhere that we do not want to go and certainly end up with the result that we do not desire to obtain…

He taught me how to control the direction.  Then I went up to the top of the slope and ski down again. This time I could make left and right turns. The ratio of falling reduced more than half of what I did last time. I smelt some progress in the air.

My friend says that if we find something difficult. It means that we are learning something new. She is right. I agreed on her statement but sometimes I feel like something new and easy to understand is also good to learn.

Studying unfamiliar subjects will give new knowledge and new perspectives to understand what is going on and in the same time a lot of afford to get through it.


Skiing and life share some characteristics. They are about speeding up, slowing down and making turn to move forward with the right direction. The most crucial part is making decision. Once I decide to go for ski trip, I will go skiing and since I go skiing, I will ski down even I am certain that there is high possibility to end up with falling down. I am afraid of falling down but I think I can learn how to get up

Let’s go skiing!

09 October
2Comments

Why should we study English at Wall Street Institute??

I was given the opportunity to study  English courses at WSI for 1 year in 2007 from CEO of WSI.  After finish the course, I could sense the improvement especially, in my listening and speaking skill.  Since I have slim chance to exercise my English in everyday’s life, that feeling has gone somewhere.

Recently,  I obtained the scholarship mater degree  in Japan at GRIPS( National Graduate Institute for Policy Studies) where I also can experience the real international environment, giving me the definition of “international English” that recalls my good old days at WSI.

When I studied in the lab, I was occasionally annoyed by various accents which represent through non – native characters, Huannita and Family or the Japanese Girl, for instants. I tried to find the reason why I have to listen some accents instead of just go with native pronunciation, British or American. Then someone told me that WSI give student the international English not just British or American and also there are teacher from not only UK, USA but also Australia, New Zealand and The Netherlands. At that time the answer was reasonable enough to get me out of my curiosity but it was not touch my heart until now.

International English is in my daily life as my classmates are from countries all over the world and English is the tool for communication. Since they depart from the different location, they speak English with their tone and accent which are not something I have studied in school but rather what I gained from WSI and I realize what is the essential of learning English.

Because once UK ruled many area of the earth and once USA was the super power in many aspects, English itself is the alternative tool that people use in order to understand each other if the difference of language is the barrier.  If you want to get along in international community, English is the must! and ability to comprehend English in various accents is also crucial since not all international people were born in English speaking country.

All I tried to explain is that WSI leads the students the right direction.. introduces us to the importance of  international English and I feel so grateful to WSI more that ever.

Very thank you WSI, I do appreciate for what you have given to me.

02 October
0Comments

กระเป๋า และการเดินทาง

การเดินทางทำให้เราได้เรียนรู้ และเติบโต

ในการเดินทางทุกครั้งยกเว้นครั้งที่เราจะกลับสู่ที่ๆ เรามา (หรือตายกลายเป็นปุ๋ย) เราคงจำเป็นต้องเอาอะไรติดไม้ติดมือไปกับเราบ้าง โดยเฉพาะหากการเดินทางนั้นเป็นการเดินทางจากบ้าน และเป็นการเดินทางที่ไกล

หลายคนคงเคยเดินทาง อย่างน้อยก็เดินทางไกลสมัยที่เรียนลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และอื่นๆ ตามแต่หลักสูตรที่การศึกษาภาคบังคับในประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างประเทศไทยจะกำหนดไว้ และเมื่อลองหลับตานึกย้อนไป หลายคนอาจพบว่าการเดินทางไกลที่ได้มีประสบการณ์นั้นได้สอนว่า จุดหมายปลายทางของการเดินทาง ไม่ได้สำคัญมากไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง (เข้าใจว่าส่วนใหญ่จุดหมายปลายทางของการเดินทางไกลของลูกเสือจะเป็นค่ายทหาร ค่ายลูกเสือ ไม่เคยเห็นที่ไหนเป็นจุดชมวิว น้ำตก หรือสวนสนุก???)

สิ่งที่ได้จากการเดินทางไกล เลยเป็นความอดทน การเรียนรู้ที่จะอยู่ และเดินทางร่วมกัน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ใครสักคนเป็นผู้กำหนด และเรากำหนดให้ตัวเองตัวเองไปให้ถึง

และช่วงเวลาก่อนที่เราจะออกเดินทาง การจัดกระเป๋าก็สอนปรัชญาชีวิตให้กับนักเดินทางหลายอย่าง

กระเป๋าจะเป็นภาระของผู้แบกตั้งแต่ออกเดินทาง ไปจนถึงจุดหมาย หากเตรียมของใส่กระเป๋าน้อยเพื่อให้น้ำหนักเบา ไม่เป็นภาระมาก ก็อาจขาดสิ่งจำเป็นต้องใช้สอย แต่หากใส่ของในกระเป๋ามาก เดินทางไปไม่เท่าไหร่ก็คงหอบแฮ่ก..อาจต้องทิ้งข้าวของบางอย่างไว้ระหว่างทาง เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปไหว

หากเป็นการเดินทางโดยอาศัยการขนส่งสาธารณะ อาจมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักของกระเป๋าโดยผู้ให้บริการ ทั้งนี้หากคุณรวย และมีเส้น เรื่องข้อจำกัดนี้ก็จะไม่ใช่ปัญหา

ไม่ต่างจากชีวิตเท่าไหร่ ที่เวลา และพลังในการใช้ชีวิตไม่ได้มีเพียงพอที่จะทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการได้ (แต่ถ้าเรารวย และมีเส้น เราอาจเลือกได้มากขึ้น..? )

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือใคร่ครวญให้ดีว่า สิ่งใดคือสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องทำ และสิ่งไหนไม่ใช่ ทั้งนี้คำตอบที่นำไปสู่การเลือก อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เป็นสัจจนิรันดร์ พอถึงวันหนึ่งเราอาจมาเริ่มนึกเสียดายว่า ทำไมวันนั้นไม่เลือกทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่วันนี้จะได้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น

การกระทำดังกล่าวจะทำให้เราได้ใคร่ครวญ ถึ่งสิ่งที่เราได้ทำในอดีต และทำลายเวลาที่เราจะเอาไปคิดเพื่อทำให้อนาคตของเราดีขึ้น

ตอนนี้วายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ และจะอยู่ไปอีกนานนนน การจัดกระเป๋าเลยต้องทำอย่างจริงจัง กระนั้นก็ยังลืมหยิบฉวยหลายสิ่งหลายอย่างลงกระเป๋า กว่าจะรู้ก็ตอนที่จะต้องใช้..แล้วมันไม่มี.. – -”

แต่ก็โชคดีว่าสิ่งที่ลืมนั้น ไม่ใช่ของหายาก หรือของที่ผลิตในประเทศไทยและไม่ส่งออก (คาดว่าเราคงไม่จำเป็นต้องใช้ของแบบนั้น..เพราะหากไม่มีอุปสงค์ หรืออุปทานขนาดนั้น..คาดว่าเราน่าจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพามัน?) เลยหาซื้อของแถวๆ ที่พักได้ ในราคาไทย + ค่าลืม แต่ละอย่างก็ราคาพอสมควรที่จะทำให้ไม่ลืมอีกในการเดินทางคราวหน้า หากไม่จำเป็นต้องใช้ คาดว่าคงรอเงินเยนอ่อนค่า แล้วค่อยพิจารณาซื้อ (จะงกไปไหนไม่รู้เนี่ย)

ถ้าคุณจะเดินทางไปไหน แนะนำว่าลองจดสิ่งที่ใช้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้า จนเย็น สักหนึ่งอาทิตย์ ทำเป็นรายการ แล้วบรรจุลงกระเป๋าตามนั้น น่าจะช่วยให้คุณไม่ลืมของที่จำเป็นต้องใช้ และไม่นำของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ และกินที่โดยมีประโยชน์ไม่สมควร มาให้หนักเปล่าๆ ปลี้ๆ

ที่เล่ามาเสียยืดยาว ก็เพราะอยากจะบอกว่า YYY ช่วงต่อจากนี้ไป เรื่องส่วนใหญ่ที่พิมพ์ คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น ส่วนคำถามจากทางบ้านที่ถามมาก็พยายามจะทยอยตอบให้ในเร็ววันค่ะ(ค้างมานานเลย ^^” )

และหาก พ่อ แม่ พี่ น้อง ท่านใด มีปัญหา คำถาม ข้อสงสัย หรือประเด็นหน้าสนใจเกี่ยวกับดินแดนอาทิตย์อุทัย ขอความกรุณาชี้แนะ และแนะนำมาได้ ทั้งบนเวบนี้ หรือจะหลังไมค์มาที่ metinee.n@gmail.com ได้ตลอดเวลาที่คุณสามารถใช้อินเตอร์เนตนะคะ ทาง yyy ไม่มีรางวัลให้ คงได้แต่ขอบคุณ และขอให้ผลบุญยังสิ่งดีๆ ให้เกิดกับตัวท่าน ครอบครัว และโลกที่ท่านอาศัยอยู่ค่ะ..สาธุ..