Y in Crisis ตอนที่ 1
หลังจากที่เล่าเรื่องเที่ยวโน่น นี่ นั่นไปสองสามเรื่อง ช่วงนี้ขอเกาะกระแสญี่ปุ่น เล่าเรื่องโศกๆ บ้างนะคะ
คิดว่าหลายๆ คนคงได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องที่เิกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง ข่าวครึกโครมมาก..ถ้าไม่เคยได้ยิน แนะนำให้ลองหาอ่านตามเวบบ้าง ไรบ้าง นะคะ จะัได้ไม่ตกข่าว แล้วจะได้จิตตกไปพร้ิอมๆ กัน
วายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นได้เกือบครึ่งปีแล้วค่ะ อะไรๆ ก็ดีไปหมด อาหารก็อร่อย คนก็น่ารัก ที่เที่ยวก็เยอะเหลือเกิน เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมา เป็นอิกหนึ่งช่วงชีวิตที่มีความสุขมากค่ะ จนกระทั่ง…. วันแผ่นดินไหวที่ผ่านมา… วายก็ได้รู้ว่า เวลาได้พาวายมาุึถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตแสนสุข…
วายอยู่ที่โตเกียวค่ะ วันที่แผ่นดินไหว เป็นวันศุกร์ที่วายกำลังมีความสุข เนื่องจากเ็ป็นวันที่ไม่มีแผนจะไปไหน หรือทำอะำไรทั้งสิ้น เนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ตะลอนทัวร์ทั้งสองอาทิตย์ีิติด.. บ่ายแก่ๆ อากาศดีๆ ไม่มีอะำไรเหมาะกับเวลาดีๆ อย่างงี้มากกว่าหนังดีๆ ซักเีืรื่อง…
ระหว่างที่กำลังเลือกหนังด้วยความระทึก..ใจก็ต้องระัทึก เพราะัพื้นเริ่มสั่น..จริงๆ แล้ว แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเนี่ย เป็นเรื่องที่เกิดได้บ่อยยิ่งกว่าการชุมนุมที่้บ้านเราิอิกค่ะ วายเลยบอกตัวเองว่า..เดี๋ยวก็หยุดๆ แต่มันไม่เป็นดังคาดเลยค่ะ มันเริ่มสั่นๆ ๆ ตอนนี้ก็สั่น.. แต่ตอนนั้น สั่นไม่ยอมหยุด แล้วก็สั่นแรงขึ้น ๆ ๆ ๆ จนกระทั่ง น้ำในห้องน้ำกระฉอก..
สติยังมี ความจำยังดี วายเลยเคลื่อนตัวไปนั่งใต้โต๊ะตามที่เคยอ่านมาตามฟอร์เวิดเมล์..การอ่านฟอร์เวิดเมล์ มีประโยชน์อย่างคาดไมุ่ึึถึง ส่วนใจก็เต้นเป็นจังหวะแรพ ดังตูมๆ ไม่ยอมหยุด เพราะพื้นยังสั่นไม่หยุดเช่นกัน ไม่ทันไร เสียงผนังกระเทาะเริ่มดัง เลยบอกตัวเองว่า..ซวยแล้วตู เิอาไงดีเนี่ย..จังหวะนั้น อยากจะกรีดร้องเป็นเสียงโซปราโน แต่คาดว่าคงไม่มีใครช่วย มองจากหน้าต่างไปตึกข้างๆ ปรากฎว่า ใครๆๆๆๆ ก็วิ่งหนีตาย ลงจากตึก เลยลืมเรื่องที่เคยอ่านไปก่อน เพราะจังหวะนั้น ประสาทแดกสมองไปแล้วกว่าครึ่ง..
ด้วยสติที่เหลืออยู่ไม่ถึงค่อน รีบหยิบสตางค์ เสื้อแขนยาว และเอกสารสำคัญเข้ากระเป๋า แล้วออกตัววิ่ง อย่างคิดถึงชีวิตแบบที่เรียกได้ว่าใคร่ครวญเลยทีเดียว ระหว่างทางที่วิ่งพื้นก็ไหวตลอดเวลา.. กว่าจะถึงบันใดก็เหนื่อยและ เพราะว่าห้องอยู่ริม พอถึงบันใด ก็นึกอยากจะกระโดดลงเสียตรงนั้น แต่สติยังมีบ้าง เลยหักห้ามใจไว้ทัน..
จังหวะที่อยู่บันใด มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอิกสองคน วิ่งนำหน้าอยู่ด้วยความเร็วสูง..วูบ..ซีนหนังภัยพิบัติในใจชัดมาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวประกอบที่ตายง่ายๆ เร็วๆ ในฉากแรกๆ เวลาลงบันใดต้องทั้งวิ่งไป เกาะบันใดไป เพราะแรงสั่นสะเทือนพยายามเหวี่ยงวายออกจากบันใดตลอดเวลา ชิบหาย อย่างเพิ่งให้ตายตอนนี้เลย ขอเล่นฉากสำคัญ ๆ บ้างเหอะ ว่าแล้วก็กรีดร้องเสียงดัง ตามผู้หญิงผมยาวคนข้างหน้า..ทำให้สถานการณ์ที่น่ากลัวในตอนแรกกลายเป็นสถานการณ์ที่น่าสยดสยองเลยทีเดียว
ไม่เคยนึกเลยว่า บันใดแค่สี่ชั้นมันจะสูงขนาดนี้.. หลังจากลงมาเหยียบพื้นคอนกรีต ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น แต่ใจก็ไม่วายสั่น..เกิดมายังไม่เคยเจอเรื่องอะไรที่รู้สึกว่าใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน..
แล้วก็เริ่มคิดถึงชีิวิตที่ผ่านมา เรื่องที่อยากทำ ยังไม่ได้ หรือที่ทำได้ก็ยังไม่ดี..แล้วทำไมถึงได้ใช้ชีวิตให้มันเรื่องเปื่อยอย่างงี้..ชีิวิตคนเราสั้น และเปราะบาง ความเป็นความตายบางครั้งก็มีแค่เส้นบางๆ กั้นไว้เท่าันั้นเอง..
การได้เข้าใกล้ความตาย ทำให้รู้ถึงคุณค่าของชีวิตว่าเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนแค่ไหน..
หากคุณยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่มีคนให้เรามา..มันจะไม่อยู่กับเรา และเป็นของเราตลอดไป คำถามที่เราควรจะุุตอบคือ ทำอย่างไงให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นกว่าวันที่เรามาุถึงในวันที่เราจากไป..
ว่าแล้วก็โทรศัพท์หาที่บ้าน ปรากฎว่าทั้งพ่อ และแม่อยู่ที่งานศพ จังหวะเหมาะขนาดนี้ ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ฟังเลยได้แค่บอกว่า ให้ท่านขับรถกลับบ้านดีๆ .. เท่าันั้นเอง..
ภาพ : หลังแผ่นดินไหวสิบนาที บริเวณที่พักวาย ตึกข้างๆ เกิดไฟไหม้เนื่องจากแผ่นดินไหว…


กำลังสนุกตื่นเต้นเลยย มาต่อด่วนน
ปูเสื่อรอตอนต่อไปค่า