do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for March, 2011

30 March
1Comment

dimmer light and brigther hope..

Hello my dear readers.. hopefully, i might have some.. as some of you may know that I have come to Japan since October.  And now I am still here and alive.

I am staying in Tokyo, Odiaba so I have chance to experience the big quake and warning of tsunami.  Interesting, isnt it?

At this moment, the city becomes darker and duller by the blue of the people and continuous no very good news, serving in breakfast and dinner times.  Tokyo is not as crowd as it use to be.. less passengers on the train.. less student in school.. less people in the shopping malls and less food and drink on the shelves…but more worry and concerns..

On the way to school, I have to pass Tokyo Midtown, the big shopping center, where there are a lot of restaurants and department stores located, in the middle of the new city, Roppongi.

After the big quake, Tokyo Midtown is not bright as normal..

Why? Is there something wrong with my eyes?? yes..my eyes are not very good but… it is obviously dimmer but it does not make me become more blue.. it turns me lift up my feeling..

The big earthquake led  the critical damage in nuclear power plants in Fukushima.  Therefore, the shortage of electricity is happened.

The rotation of blackout is implemented in many prefectures in Japan, including Tokyo. Instead of getting upset, people in Tokyo are willing to help by put their daily life in the energy saving mode.



Some lights are switched off both in the station, convenience stores and office. The elevators are left vacant more frequent than usual because people deviate to use stair instead. All these makes me realize how well Japanese people can cooperate to get through the crisis together.

Tokyo gets darker both at night and day but hope of people here is bright enough to light up their way back home in the evening.. and light up their heart to keep putting afford to make country brighter in every next morning..

26 March
0Comments

Y in Crisis; tsunami after the giant quake.. และแล้ว สึนามิก็มา..

ช่วงนี้เหมือนแผ่นดินจะไหวไปทั่ว…ยังไงก็ระวังตัว ระวังตายกันไว้ให้ดีนะคะ อยากจะทำอะไรให้รีบทำ ไม่งั้น ถ้าอยากปลอดภัยจากแผ่นดินไหว แนะนำให้ย้ายมาอยู่ที่โตเกียวเสียด้วยกัน ช่วงนี้มีกัมมันตภาัพรังสีแถมฟรีไม่จำกัดนะคะ มาก่อนได้ก่อน มาทีหลังก็ได้เหมือนกันค่ะ ไม่ต้องกลัว ยังไม่หมดในเร็วๆ นี้

มาว่ากันต่อ จากเรื่องที่เล่าค้างไว้..เด๋วปีนี้จะเล่าไม่จบซักกะที

หลังจากที่รู้สึกว่าชีวิตเพิ่งผ่านความตายมาหยกๆ คนที่หอพักก็เริ่มมารวมตัวกัน บ้างก็พยายามหาข่าว บ้างก็พยายามหาคน

บางคนยังเดินไปเดินมาในชุดนอน เพราะยังอยู่บนเตียงจนถึงบ่าย บางคนก็แจ้นลงมาทั้งๆ ที่ยังแต่งตัวไม่ครบ บ้างมีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเป็นโชคดีของวายที่วันนั้นตื่นแต่เช้า เตรียมพร้อมจะออกไปเที่ยว แต่เปลี่ยนใจไม่ไปไหน เพราะว่าขี้เกียจ..บางครั้งความขี้เกียจก็มีประโยชน์อย่างงี้นี่เอง

แผ่นดินไหวอย่างแรง ทำให้รถไฟฟ้า ทั้งบนดิน ใต้ดินต้องงดให้บริการชั่วคราว ถนนแิออัดคับคั่งไปด้วยทั้งรถ ต่างคันต่างทิศ แต่มุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน คือรักษาชีวิตของใครของมัน

เพื่อนๆ วายหลายคนมีเรียนวันนี้ เลยต้องอาศัยค้างคืนที่มหาลัยไปพลางๆ ส่วนคนที่อยู่หอพักก็เริ่มเคว้งคว้าง จะกลับห้องก็กลัว เพราะไม่รู้ว่าแผ่นดินจะไหวอีกหรือเปล่า โทรศัพท์ก็ใช้การไม่ได้ แต่ต่อให้ใช้การได้ ก็ไม่รู้จะโทรถามใคร ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

แว๊บบบ.. ฉากหนังภัยพิบัติผ่านเข้ามาในหัวอีกแล้ว เวลามีกลุ่มคนรอดตาย วายมักจะคิดว่าบ้าหรือเปล่าจะรอดได้ไง ต้องตายกันหมดแหละ.. ณ จุดนี้ ได้เวลาเปลี่ยนวิธีคิดแล้วบอกตัวเองว่า.. หนังมันต้องสร้างมาจากเหตุผล มันต้องมีเหตุผลที่เราจะรอดชีวิตหละ.. อืม..

หลังจากยืนงงเกาะกลุ่มกันไม่นาน ก็มีเสียงประกาศว่าขอให้ทุกคนระวังสึนามิ และขอให้อพยพขึ้นที่สูง อืม..ซวยละ..รถไฟใช้การไม่ได้ รถก็ติดขนาดนั้น จะให้ไปไหน และไปยังไงเหรอ?? คนประกาศช่วยให้ทางเลือกบ้าง ไรบ้าง..ไม่นาน มีการอพยพคนที่อยู่บริเวณที่วายพักไปรวมตัวกันที่ตึกใหญ่

น่าแปลกมาก .. ทุกๆ คนค่อยๆ เิดินไปต่อแถวขึ้นบันใดเลื่อนอย่างว่าง่าย .. ไม่มีใครโวยวาย เอะอะ หรือว่าฟูมฟาย.. หรือว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ?? นอกจากจะกลัวตายอยู่ในใจลึกๆ แล้ว วายยังสงสัยอย่างแรงว่าทำไมคนญี่ปุ่นเค้าไม่ตื่นบ้าง อะไรบ้าง..ทำไมทุกคนยังคงมีวินัย จิตใจแข็งแรง หรือว่ามันเป็นวิถีซามูไร.. คาดว่ามีเวลาให้คิดทั้งคืน..จังหวะนี้คงต้องเดินตามชาวบ้านเค้าไปก่อน..

ที่ๆ วายมาอยู่ เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่  นั่งไปพื้นก็สั่นไป แต่ที่สั่นแรงที่สุดคือใจที่อยู่ข้างใน.. ไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ถึงจะกลัวแค่ไหน วายก็เก็บไว้ในใจไปก่อน..คนอื่นยังอยู่กันได้..เราก็ต้องอยู่ได้..จริงมั๊ยค่ะ

นึกถึงตอนที่คนอพยพมาอยู่ที่ห้องสมุดในเรื่อง the day after tomorrow แล้วก็เริ่มหวั่นใจว่าเอ.. เดี๋ยวจะมีใครประสาทรับประทานแล้วอาละวาดหรือเปล่า แต่อย่างว่าคนที่เล่นหนังที่วายเล่นอยู่เนี่ยไม่ใช่ฝรั่งแต่เป็นคน ญี่ปุ่น ทุกอย่างเลยอยู่ในความสงบ ราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น..

ไม่นาน เริ่มมีการแจกน้ำ และอาหาร..ซวยหนักละ..นี่มันเหมือนภัยพิบัติยังไงไม่รู้..ได้แต่ข่มใจไว้ว่า อยู่กับคนหลายร้อย..อยู่ด้วยกัน ต้องรอดด้วยกัน..หรือไม่ก็ตายด้วยกัน แต่ที่แน่ๆ คือ เราจะไม่เหงา..นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้รู้ว่า เพื่อนคนไหน เป็นคนอย่างไร..นิสัยคนเวลาวิกฤติ เป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างมาก.. บางคน ยังคงห่วงคนอื่น ทำอะไร ยังนึกถึงคนอื่น แต่บางคน เวลาปกติ ดูเป็นคนดี มีอัธยาศัย แต่เวลาอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขากลับลืมคิดถึงคนอื่น เพราะกังวลแต่การเอาตัวรอด..วายเจอคนทั้งสองประเภทในกลุ่มเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมครั้งนี้ โชคดีจริืงๆ ที่ได้ีู้รู้..

จนแล้วจนรอด สึนามิก็ไม่มา วายยังไม่ตาย เพื่อนก็ยังไม่มีใครตาย แต่ทุกคนได้ีรับความกระทบกระเืทือนทางความรู้สึกมากบ้างน้อยบ้าง ตาืมระดับความเข้มแข็งของจิตใจ วายเอง รู้สึกว่าตัวเองตายไปครึ่งชีวิต เพราะความเครียด และความกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

จะว่าไปแล้ว ความกลัวในสิ่งไหนๆ ก็น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสิ่งนั้นๆ เลย ความกลัว ทำให้เราตายได้ตั้งแต่ยังไม่วิ่งหนี แต่สติ จะทำให้เรารอดตาย..ทั้งนี้ ความตาย จะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ชีวิตคนเราจะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาว แต่ไม่แน่ใจว่า ความสั้นความยาวนั้น ใช่สาระสำคัญของการมีชีวิตหรือเปล่า ขอให้ทุกคน เตรียมตัวตายให้เรียบร้อยก่อนตาย เพราะเมื่อเวลาจะต้องตาย จะได้ไม่ต้องกลัว แล้วตอนนั้น จะได้ตาย เพราะว่าต้องตาย ไม่ใช่ตาย เพราะกลัวตาย

หลังจากตาค้าง ฟังข่าว และประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าคนที่อยู่บริเวณที่วายอยู่ให้อพยพ จิตใจวายก็ป่วย แล้วร่างกายก็เริ่มป่วยตาม..จะตาย คงจะเพราะป่วยนี่หละคะ คาดว่า.. โชคดีที่วายมีเพื่อนใจดี และพักในพื้นที่ปลอดภัยจากสึนามิ บอกว่าให้ไปพักกะเค้าชั่วคราวก่อนได้ ก่อนที่วายจะบ้า เลยตัดสินใจว่า หลบความกลัวไปสักพักดีกว่า.. ต้องขอบคุณเพื่อนยามยากที่ช่วยให้วายปลอดภัยจากการตายเพราะความกลัว..

แล้วเรื่องที่น่ากลัวไม่ต่างกัน ก็มา ข่าวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และกัมมันตภาพรังสี อืม..หนังเรื่องนี้ยังมีอิกยาว..

22 March
2Comments

Y in Crisis ตอนที่ 1

หลังจากที่เล่าเรื่องเที่ยวโน่น นี่ นั่นไปสองสามเรื่อง ช่วงนี้ขอเกาะกระแสญี่ปุ่น เล่าเรื่องโศกๆ บ้างนะคะ

คิดว่าหลายๆ คนคงได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องที่เิกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง ข่าวครึกโครมมาก..ถ้าไม่เคยได้ยิน แนะนำให้ลองหาอ่านตามเวบบ้าง ไรบ้าง นะคะ จะัได้ไม่ตกข่าว แล้วจะได้จิตตกไปพร้ิอมๆ กัน

วายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นได้เกือบครึ่งปีแล้วค่ะ อะไรๆ ก็ดีไปหมด อาหารก็อร่อย คนก็น่ารัก ที่เที่ยวก็เยอะเหลือเกิน เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมา เป็นอิกหนึ่งช่วงชีวิตที่มีความสุขมากค่ะ จนกระทั่ง…. วันแผ่นดินไหวที่ผ่านมา… วายก็ได้รู้ว่า เวลาได้พาวายมาุึถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตแสนสุข…

วายอยู่ที่โตเกียวค่ะ วันที่แผ่นดินไหว เป็นวันศุกร์ที่วายกำลังมีความสุข เนื่องจากเ็ป็นวันที่ไม่มีแผนจะไปไหน หรือทำอะำไรทั้งสิ้น เนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ตะลอนทัวร์ทั้งสองอาทิตย์ีิติด.. บ่ายแก่ๆ อากาศดีๆ ไม่มีอะำไรเหมาะกับเวลาดีๆ อย่างงี้มากกว่าหนังดีๆ ซักเีืรื่อง…

ระหว่างที่กำลังเลือกหนังด้วยความระทึก..ใจก็ต้องระัทึก เพราะัพื้นเริ่มสั่น..จริงๆ แล้ว แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเนี่ย เป็นเรื่องที่เกิดได้บ่อยยิ่งกว่าการชุมนุมที่้บ้านเราิอิกค่ะ วายเลยบอกตัวเองว่า..เดี๋ยวก็หยุดๆ แต่มันไม่เป็นดังคาดเลยค่ะ มันเริ่มสั่นๆ ๆ ตอนนี้ก็สั่น.. แต่ตอนนั้น สั่นไม่ยอมหยุด แล้วก็สั่นแรงขึ้น ๆ ๆ ๆ จนกระทั่ง น้ำในห้องน้ำกระฉอก..

สติยังมี ความจำยังดี วายเลยเคลื่อนตัวไปนั่งใต้โต๊ะตามที่เคยอ่านมาตามฟอร์เวิดเมล์..การอ่านฟอร์เวิดเมล์ มีประโยชน์อย่างคาดไมุ่ึึถึง ส่วนใจก็เต้นเป็นจังหวะแรพ ดังตูมๆ ไม่ยอมหยุด เพราะพื้นยังสั่นไม่หยุดเช่นกัน ไม่ทันไร เสียงผนังกระเทาะเริ่มดัง เลยบอกตัวเองว่า..ซวยแล้วตู เิอาไงดีเนี่ย..จังหวะนั้น อยากจะกรีดร้องเป็นเสียงโซปราโน แต่คาดว่าคงไม่มีใครช่วย มองจากหน้าต่างไปตึกข้างๆ ปรากฎว่า ใครๆๆๆๆ ก็วิ่งหนีตาย ลงจากตึก เลยลืมเรื่องที่เคยอ่านไปก่อน เพราะจังหวะนั้น ประสาทแดกสมองไปแล้วกว่าครึ่ง..

ด้วยสติที่เหลืออยู่ไม่ถึงค่อน รีบหยิบสตางค์ เสื้อแขนยาว และเอกสารสำคัญเข้ากระเป๋า แล้วออกตัววิ่ง อย่างคิดถึงชีวิตแบบที่เรียกได้ว่าใคร่ครวญเลยทีเดียว ระหว่างทางที่วิ่งพื้นก็ไหวตลอดเวลา.. กว่าจะถึงบันใดก็เหนื่อยและ เพราะว่าห้องอยู่ริม พอถึงบันใด ก็นึกอยากจะกระโดดลงเสียตรงนั้น แต่สติยังมีบ้าง เลยหักห้ามใจไว้ทัน..

จังหวะที่อยู่บันใด มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอิกสองคน วิ่งนำหน้าอยู่ด้วยความเร็วสูง..วูบ..ซีนหนังภัยพิบัติในใจชัดมาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวประกอบที่ตายง่ายๆ เร็วๆ ในฉากแรกๆ  เวลาลงบันใดต้องทั้งวิ่งไป เกาะบันใดไป เพราะแรงสั่นสะเทือนพยายามเหวี่ยงวายออกจากบันใดตลอดเวลา ชิบหาย อย่างเพิ่งให้ตายตอนนี้เลย ขอเล่นฉากสำคัญ ๆ บ้างเหอะ ว่าแล้วก็กรีดร้องเสียงดัง ตามผู้หญิงผมยาวคนข้างหน้า..ทำให้สถานการณ์ที่น่ากลัวในตอนแรกกลายเป็นสถานการณ์ที่น่าสยดสยองเลยทีเดียว

ไม่เคยนึกเลยว่า บันใดแค่สี่ชั้นมันจะสูงขนาดนี้.. หลังจากลงมาเหยียบพื้นคอนกรีต ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น แต่ใจก็ไม่วายสั่น..เกิดมายังไม่เคยเจอเรื่องอะไรที่รู้สึกว่าใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน..

แล้วก็เริ่มคิดถึงชีิวิตที่ผ่านมา เรื่องที่อยากทำ ยังไม่ได้ หรือที่ทำได้ก็ยังไม่ดี..แล้วทำไมถึงได้ใช้ชีวิตให้มันเรื่องเปื่อยอย่างงี้..ชีิวิตคนเราสั้น และเปราะบาง ความเป็นความตายบางครั้งก็มีแค่เส้นบางๆ กั้นไว้เท่าันั้นเอง..

การได้เข้าใกล้ความตาย ทำให้รู้ถึงคุณค่าของชีวิตว่าเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนแค่ไหน..

หากคุณยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่มีคนให้เรามา..มันจะไม่อยู่กับเรา และเป็นของเราตลอดไป คำถามที่เราควรจะุุตอบคือ ทำอย่างไงให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นกว่าวันที่เรามาุถึงในวันที่เราจากไป..

ว่าแล้วก็โทรศัพท์หาที่บ้าน ปรากฎว่าทั้งพ่อ และแม่อยู่ที่งานศพ จังหวะเหมาะขนาดนี้ ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ฟังเลยได้แค่บอกว่า ให้ท่านขับรถกลับบ้านดีๆ .. เท่าันั้นเอง..

ภาพ : หลังแผ่นดินไหวสิบนาที บริเวณที่พักวาย ตึกข้างๆ เกิดไฟไหม้เนื่องจากแผ่นดินไหว…