do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

20 July
2Comments

ชะตากรรมคนกรุงเทพ ภาคต่อ ; ทำไมฝนตกแล้วไม่อยากไปทำงาน??

rain

เช้าวันจันทร์ต้องออกนอกเส้นทางปกติไปย่านคนรวยที่ BTS ผ่าน..เวลา 8 โมงเช้า..เดินลงจากรถอย่างรีบร้อน ขณะที่พยายามจะกางร่ม ที่หากช้าแม้เสี้ยววินาที คำว่าเปียกจะไม่ปราณีคุณ และแล้วก็โชก.. เมื่อถึงเงา BTS เก็บร่ม จะได้ไม่เกะกะคนอื่นๆ ก้าวเท้าจำไม่ได้ว่าข้างไหนก่อนขึ้นบันไดเลื่อน แล้วบันไดก็เลื่อนขึ้นๆ ตามวิสัยของมัน แล้วก็..วูบ…ทั้งลมทั้งฝน ซัดมาเต็มๆ จะกางร่มตอนนี้ก็เปียกไปครึ่งละ แถมยังมาจะครึ่งทางแล้ว แถมคนข้างๆ ทั้งหน้า หลัง และขวา ยังยืนอยู่ในระยะเกือบประชิด ไม่สะดวกอย่างยิ่งต่อการกางร่มในสภาวะที่อยู่ในพื้นที่กว้างขวางขนาดนั้น เลยต้องก้มหน้ารับสภาพความชุ่มฉ่ำ

ถึงจุดหมาย…ฝนยังคงตกอย่างสม่ำเสมอ ครั้งจะเรียกแท๊กซี่ก็ดูจะเกินเหตุ เพราะระยะทางจากรถไฟฟ้าไปที่นัดหมายไม่ได้ไกลเกินการเดินเพียง 5 นาที…ย่ำลงไปบนพื้นที่ชุ่มน้ำ

เย็นวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา วายมีธุระต้องเดินทางในพิสัยไกลกว่าปกติ เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างน้อยที่สุด 3 ต่อ ตั้งแต่ถนนนครราชสีมา ไปถึงสมาคมแต้จิ๋ว ซอยในหลืบหนึ่งของสาทร..บอกตัวเองว่า รถไฟฟ้าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เพื่อให้ชีวิตมีสีสัน ระหว่างที่กำลังจะออกเดินทาง เวลาดี 4 โมงเย็น ฟ้าทะลุ ฝนรั่วลงมาจากฟ้า ทั้งเขตดุสิตและบริเวณข้างเคียง ราวกับว่าไม่อยากให้ใครออกที่ทำงานก่อนเวลาเลิกงาน ด้วยประสงค์จากฟ้าที่ส่งฝนมาเยื้อเวลาการออกเดินทาง เลยต้องนั่งดูใจฝน ขณะเดียวกับทำใจสู้..ประหนึ่งว่าจะต้องฝ่าดงสไนเปอร์..

แล้วก็ออกเดิน กางร่ม ก้าวแต่ละก้าวของรองเท้าส้นสูงหัวแหลม จุ่มลงบนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำครั้งแล้วครั้งแล้ว ครั้งแล้วครั้งเล่า…และแล้วขี้หมาที่ยังละลายไม่หมดก็ลอยผ่านมา – -” เห็นขี้หมาแล้วไม่ได้สะเทือนใจเท่ากับการระลึกถึงส่วนประกอบของสารละลายที่เท้าต่อย่ำำๆๆๆ อยู่อย่างไม่มีทางเลือกที่เลือกได้แล้ว ณ ตอนนั้น เมื่อย่ำผ่านสารละลายเหล่าันั้นมา้เรื่อยๆ ถึงถนนใหญ่ ก็เริ่มโบกแท็กซี่ คันแล้ว คันเล่า โบกไม่ทันบ้าง โบกไม่จอดบ้าง โบกแล้วมีคนนั่งอยู่แต่ลืมปิดไฟว่างบ้าง…สุดท้ายเลยต้องนั่งตุ๊กๆ สนนราคา 80 บาทถึงที่หมาย รถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬา พร้อมจัดทรงผมด้วยลมฝน และแต่งหน้าด้วยเขม่าควันยามรถติด

หลังจากหอบสังขารลงจากรถไฟฟ้า ที่ไม่มีเงาของพี่เคนแต่อย่างใด ก็จะเป็นต้องเดินทางต่อสุดท้ายด้วยรถมอเตอร์ไซด์ โบกได้ รู้ทาง..ขับไปซักพักเริ่มถามว่า..ไปทางไหนอะน้อง..อ้าวๆๆ แบบนี้ก็สวยสิพี่..หนูไม่รู้..ก็พี่บอกว่ารู้ทางไม่ใช่เหรอ..ก็รู้ไง แต่ซอยมันเยอะ..เดี๋ยวน้องลงแถวนี้แล้วโบกรถไปต่อเองละกันพี่คิด 20 บาท..อ้าวๆๆๆ พี่ค่ะ ปกติส่งถึงที่เ้ค้าก็คิด 20 บาท พี่ส่งที่ไหนก็ไม่รู้ จะคิด 20 บาทได้ไงคะ..งั้นไม่คิดเงินก็ได้..ไปเองละกัน..อ้าวๆๆๆ ฝนก็ตก อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้…ชีวิต

ขอบคุณฟ้าฝน ที่มาถูกเวลาเสมอๆ หากวายเป็นต้นไม้ คาดว่าช่วงนี้คงชูใบเขียวไสวออกมาดูดคาร์บอนไดออกไซด์ลดโลกร้อนได้หลายตันทีเดียว

ลองเปลี่ยนใหม่..วันนี้วันหยุด ฝนตกพรำๆ ลมพัดเย็นๆ เดินเข้าไปในครัว เปิดตูเย็น หาไรมากินกับกาแฟ ยามเช้าๆ อ่านหนังสือที่อยากจะอ่าน พักสายตามมองฟ้า มองฝน มองต้นไม้ใบเขียว..สูดหายใจเอาไอเย็นๆ ท่องโลกไซเบอร์ หาอะไรใส่สมอง ทักทายเพื่อนร่วมสังคม พักเที่ยง โทรสั่งสิ่งที่หิว..ทำงานบ้านพอเป็นพิธี เอนหลังฟังเสียงฝน..แล้วก็หลับไป

เห็นได้ชัดว่าไปทำงาน และการเดินทางในยามฝนเป็นกระหน่ำลงมาจากฟ้า..ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่หากเปลี่ยนวันทำงาน มาเป็นวันพักผ่อนที่บ้าน..สุขใดไหนจะเท่า…

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนบางส่วนที่ไม่อยากไปทำงานนั้น อาจจะยังไม่ได้มีความรักในงาน มีแรงจูงใจ หรือมีแรงบันดาลใจในการทำงานเพียพอ เลยทำให้ไม่อยากจะไปทำงาน .. ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือโอกาสจะดี ก็ยังคง และคงยัง..ขี้เกียจ..เฮ๊ย..ไม่ใช่..ไม่อยากไปทำงานอยู่ดี

เพราะจิตใจที่อ่อนแอ ปิศาจแห่งความขี้เกียจ เบื่อ และอื่นๆ เข้าสิง ทำให้ชีวิตนี้มีข้ออ้างเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำ หรือไม่ทำอะไรๆๆๆ โดยโทษดินฟ้า อากาศ บรรยากาศ และยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เคยคิดจะโทษตัวเอง หรือคิดจะสร้างแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ หรือทำใจให้รัก และอยากจะทำงาน..วางใจให้อยู่เหนือสิ่งแวดล้อม

ว่าแล้วก็..ขี้เกียจไปทำงานจริงๆ นะเนี่ย 555

rain3

 

2 Responses to “ชะตากรรมคนกรุงเทพ ภาคต่อ ; ทำไมฝนตกแล้วไม่อยากไปทำงาน??”

  1. n says:

    ฝนไม่ตกก็ขี้เกียจไปทำงานเหมือนกัน

  2. YYY says:

    ถูกค่ะ..

    ฝนตกน่าจะเป็นปัจจัยเสริม ปัจจัยหลักนี่น่าจะเป็นตัวขี้เกียจมากกว่า
    สิงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีิวติจิตใจไปละ เหอๆ

Place your comment

Please fill your data and comment below.
Name
Email
Website
Your comment