do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for July, 2010

30 July
8Comments

ทำไมเด็กๆ ต้องเรียนพิเศษ??

เรียนพิเศษ

เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็กในเมือง คงคุ้นเคยกันดีกับการเรียนพิเศษ ผู้เขียนเองก็เคยเป็นเด็ก และเคยเรียนพิเศษกับใครๆ เพื่อน จำได้ว่าเริ่มเรียนพิเศษอย่างจริงจังตอนอยู่ ม. 5 เนื่องจากจะต้องสอบเอนทรานซ์จึงต้องออกระหกระเหินจากบ้านในวันสุดสัปดาห์อันแสนสุขเพื่อหาความรู้มาทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆ และยกระดับเกรด ซึ่งตอนนั้นส่อถึงระดับสติปัญญาที่ต่ำน้อยกว่าค่าเกรดเฉลี่ยที่ผู้ปกครองยอมรับได้

จากที่เคยมีวันหยุดอยู่บ้าน ก็ต้องตกระกำลำบาก เดินทางไปเรียนพิเศษ แต่เช้าจดเย็น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทรมานพอสมควร และสงสัยมากว่า..ถ้าเกิดตายตอนนั้นขึ้นมาเนี่ย..ยมบาลถามว่าเคยทำไรมาบ้าง คงจำได้แต่เรื่องเรียนพิเศษ -*- ทั้งคณิต เคมี ฟิสิกส์ ซึ่งทุกวันนี้ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ส่วนไหนของซอกสมอง(ที่ทั้งเล็กและเรียบอย่างมาก)

หลังจากที่เข้ามหาลัยได้ ชีวิตก็เป็นอิสรีะจากการเรียนพิเศษ…. และรู้สึกว่า ตอน ม.5 ไม่น่าจะเสียเวลาเรียนพิเศษวิชาเหล่านั้นเพราะไม่ค่อยจะมีประโยชน์กับการเรียนคณะที่เลือกเข้าเรียนในมหาลัย ก็เรียนเผื่อๆ ไว้..บังเอิญว่าเผื่อไว้เยอะไปหน่อย และได้พบว่าสูตรคำนวณหาค่า ต่างๆๆๆๆ หรือการแก้สมการ 9 ชั้น ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในวิชาเรียนแม้แต่น้อย หากรู้อย่างนี้เสียตั้งแต่ทีแรก คงเอาเวลาติวโจทย์ไปเล่นเฟสบุค ท่าจะเม้นท์ได้เป็นหมื่นๆ ครั้ง ปลูกผักขายรวยเป็นมหาเศรษฐี .. แล้วก็ลืม และเรียนมหาลัยภายใต้สายลมและแสงแดด..ต่อไป ต่อๆ ไป

จนวันหนึ่งได้พบว่าตัวเองกลายเป็นครูสอนพิเศษซะแล้ว…และคำถามก็กลับมา..ให้ใช้เวลาหาคำตอบอีกครั้งหนึ่ง

ชั้นเรียนที่สอน จะเป็นวันเสาร์ และอาทิตย์ค่ะ ชั้นเรียนเป็นเด็ก เด็กสุดที่เคยสอนอายุซัก 3 ขวบได้มั้งคะ ส่วนโตที่สุดตอนนี้ก็ประมาณ 15 ปี เด็กพวกนี้จำเป็นต้องเรียนพิเศษด้วยเหรอเนี่ย????

เด็กบางคนต้องดูดนมขวดอยู่เลย หรือว่าพ่อแม่ไม่มีอะไรจะให้ลูกทำแล้ว? เนื่องจากสมัยนี้หลายครัวเรือนมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งเครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น แถมยังมีแรงงานทั้งคนไทย และต่างชาติราคาถูกรอให้ผู้มีอันจะรับประทานจ้างมาผ่อนแรง ทำให้เด็กๆ หลายๆ คนไม่จำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานบ้านอีกต่อไป แต่ในกรณีนี้ เด็กน้อยกับนมขวดคงไม่เข้าข่าย

หรือว่าพ่อแม่อยากให้ลูกเรียนเก่ง..มันแน่นอนอยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องอยากให้ลูกตัวเองเรียนเก่งกว่าใครๆ ถ้าเรียนเท่าคนอื่นจะเก่งเป็นพิเศษได้อย่างไร ดังนั้น..จึงส่งลูกมาเรียนพิเศษ แต่ทั้งนี้ความเก่งบางครั้งก็เกี่ยวกับความฉลาด และความฉลาด อาจจะไม่ได้สร้างจากการเรียนพิเศษ เพราะการเรียนทำให้มีความรู้ ส่วนความฉลาดนั้นคล้ายกับการมองเห็น การสอนให้มองก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การมองเห็นคงสอนได้ลำบาก และความเก่ง หรือความฉลาดที่พ่อแม่ปรารถนา ก็หาใช่สิ่งรับประกันความสุขในอนาคตของลูกไม่…

อาจจะเป็นเพราะว่าเรียนที่โรงเรียนไม่รู้เรื่อง เกรดแย่ สอบกลางภาคตก ทำการบ้านไม่ได้ ต้องการแนวข้อสอบ กรณีนี้ผู้เขียนเคยเป็น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสติไม่มี ปัญญาไม่ถึง หรือคุณภาพในการถ่ายทอดไม่แรงพอที่จะซัดความรู้เข้ากะโหลกหนาๆ ก็ไม่รู้ เรียนทีไรก็เหนื่อย ครูพูดเรื่องสูตรก็ง่วง ถึงเวลามีโจทย์ยากมาทีไรอยากจะหายตัวไปจากห้องเรียนทู๊กกกกกกกกกที การเรียนพิเศษจึงกลายเป็นที่พึ่งของนักเรียน และผู้ปกครองฝากความหวังว่าผลการเรียน และผลการสอบแข่งขันจะดีขึ้นเพราะความพิเศษของการเรียนพิเศษ…แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูก หรือครู จะไม่มีพฤติกรรมแบบที่เรียนในชั้นธรรมดา? และถ้าหากพฤติกรรมผู้เรียนเหมือนเดิม และผู้สอนไม่ต่างจากเดิม…หากผลที่ได้ต่างจากเดิม คาดว่าผลที่ต่างนั้น เกิดมากจากปฏิหาริย์..ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการเรียน พิเศษ หรือไม่พิเศษ

และเมื่อไม่นานมานี้ วายก็ได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งในวงเวียนแห่งความพิเศษอีกครั้ง ทำให้ได้พบว่า..

เด็กบางคน..เรียนตามเพื่อน ตามกระแส ออกแนวคล้ายๆ การดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมของผู้ใหญ่ไร้สติมีสตังค์ทั้งหลาย เรียนไปงั้นๆ เสาร์อาทิตย์จะได้ไปเจอเพื่อน..อ้าว..ผู้ปกครองลองเชคดู ไม่แน่ลูกท่านอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ นอกจากตัดรำคาญแล้ว ไม่แน่ใจว่าการเรียนพิเศษจะฉุดสติปัญญาขึ้นมาจากเหวได้แค่ไหน เพราะตั้งแต่เริ่มตัดสินใจไปเรียนก็ไม่ได้เกี่ยวกับความต้องการเพิ่มสติปัญญาแล้ว

บ้านบางหลัง ไม่ค่อยมีคนอยู่ การให้เด็กไปเรียนพิเศษ ซึ่งคงดีกว่าการปล่อยให้แกร่วอยู่บ้านคนเดียว? เด็กบ้างคนจึงต้องเรียนพิเศษทั้งเสาร์ ทั้งอาทิตย์ หากหนึ่งสัปดาห์มีมากกว่า 7 วัน เชื่อเถอะว่าอีกวันที่งอกออกมา ก็คงเป็นวันสำหรับการเรียนพิเศษแน่ๆ

นอกจากนี้ โรงเรียนสอนพิเศษบางแห่ง มีสิ่งจูงใจให้เด็กอยากไปเรียนพิเศษ เช่น ห้องแลบเรียนภาษาอังกฤษ ที่เด็กสามารถใช้ แชท เล่นเกม หรือดูหนัง ดูทีวี ผ่านทางอินเตอร์เนตได้ เอ..ตกลงว่าไปเรียนพิเศษ หรือเล่นพิเศษหละเนี่ย???

สิ่งที่รู้แน่ๆ เกี่ยวกับเรื่องเรียนพิเศษคือ คนเรียนเสียตังค์ คนสอนได้ตังค์ ทั้งสองฝ่ายเสียเวลา เนื่องจากการเรียนธรรมดาๆ ไม่พอ

ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเป็นครูสอนพิเศษ หากคุณมีโอกาสเรียนพิเศษ หรือให้ลูก เรียนพิเศษ ขอให้ท่านภูมิใจได้เลยว่า ท่านได้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับนักสอนพิเศษ ในขณะที่ท่านได้พรากเวลา และโอกาส การใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อที่จะมาอยู่กับชั่วโมงพิเศษสุดเช่นการเรียนพิเศษ

การเรียนพิเศษ จะพิเศษ เมื่อทำให้มันเป็นสิ่งพิเศษ แต่หากชีวิตเด็กธรรมดา ได้มีวันเสาร์ อาทิตย์ เป็นวันพิเศษที่จะได้อยู่กับครอบครัว ทำงานบ้าง ฝึกความรับผิดชอบ หรือทำสิ่งพิเศษที่ต่างจากวันธรรมดาที่ต้องเอาหัวจุ่มตำรา คงจะวิเศษไม่น้อยเลย…

ไม่มีวันหยุด

21 July
2Comments

ทำไมต้องแบน “ขอโทษประเทศไทย”??

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับ e-mail จากเพื่อน ส่ง link ของโฆษณาที่บอกว่าโดนแบน ไม่ให้ออกอากาศมาให้ดู พอดูแล้วก็สงสัยว่า..เอ..ถูกแบนจริงเหรอ?? และถ้าถูกแบนจริง ทำไมถึงถูกแบน?? โฆษณาบางอย่างที่ออกอากาศอยู่ทุกวันนี้หลายตัว ควรจะถูกแบนมากกว่ายังมีอยู่ตั้งเยอะแยะ

เอ้า..ถ้าใครยังไม่ได้ดู ลองมาดูกัน แล้วบอกด้วยว่าเห็นเหมือนกันหรือป่าว

แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อคณะกรรมการคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ (กกช.) ผู้ทรงปัญญาเหนือคนไทย ท่านเห็นว่าภาพบางภาพไม่เหมาะสม และขัดต่อกฎหมาย อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยก…ถ้าแค่โฆษณาเรื่องเดียวทำได้ขนาดนั้น..คิดว่าไม่นาน คงมีชาติใหม่สถาปนาเพียบเลยนะคะ

ประโยคส่วนใหญ่ของโฆษณานี้ล้วนเป็นคำถามให้คนดูได้ “คิด” ซึ่งอาจจะคิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามวิสัยของแต่ละบุคคล..เอหรือว่า เค้ากลัวว่าเราจะคิดมาก แล้วเครียด..สงสัยจะไม่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองเป็นแน่แท้

ส่วนภาพที่ใช้สื่อ ถามว่า รุนแรงกว่า รายการตลกยอดนิยมมั๊ย? ตบตีเสียงดังกว่าละครหลังข่าวหรือไม่ โป๊เปลือย อนาจารกว่าหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งวันเสาร์อาทิตย์เลยหรือ..รึว่ากล่าวหา ใคร ใคร ใคร มากกว่าสิ่งที่เขาได้ทำ และไม่ได้ทำ (เขาในที่นี้อาจหมายถึง ทหาร ตำรวจ นักการเมือง หรือใครก็ได้..ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงใครนะคะ ไม่ขออ้างถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงมากเกินกว่าเหตุ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือการทุจริตคอรัปชั่นด้วยค่ะ) ใครตอบว่าใช่..จะขอถามต่อว่าเป็นคนประเทศอะไร??

ประโยคบอกเล่า ของโฆษณานี้ เป็นประโยคบอกเล่าแบบมีเงื่อนไข ที่บอกว่า

ถ้าจะต้องมีคนผิดก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด…ขอโทษประเทศไทย
และถ้าจะต้องแก้ไข..ก็คงต้องเป็นเราคนไทยที่ลุกขึ้นมาแก้
จดจำความสูญเสียไว้ในใจแล้วเปลี่ยนให้เป็นพลัง…

หากคิดว่าไม่ต้องมีคนผิด ไม่ต้องแก้ไข..ก็ให้มันแล้วไปละกันเนอะ… หรือจะไม่คิดอะไร แล้วเอาเวลาไปช๊อปปิ้งให้รอยยิ้มกลับคืนมาก็น่าจะดีนะคะ..

เย็นวันนี้เพิ่งดูละครหลังข่าว เพื่อประเทืองปันยา แต่ไม่ขอบอกว่าช่องไหนเพราะไม่อยากโดนแบน (เนื่องจากเสียดายต้นทุนที่สู้อุตส่าห์เขียนบ่นความมาหลายเรื่อง) มีประโยคเด็ดที่นางเอกชอบพูดม๊าก..มาก..เธอบอกว่า “ของอย่างงี้นะ..ไม่สวยไม่เริ่ด ทำไม่ได้หรอกจ๊ะ” ..เอ่อ.. ทีอย่างงี้เค้าไม่เห็นจะแบนเลย ทำให้คนดูเข้าใจผิดชัดๆ กลัวจริงๆ เลยค่ะ ว่ามันจะลุกลามสร้างความเสียหาย ทำให้ประเทศชาติล่มจม เพราะคนลืมคิดว่าที่นางเอกพูด..มันเป็นเหตุเป็นผลกัน..ซะเมื่อไหร่เล่าคะ…

20 July
2Comments

ชะตากรรมคนกรุงเทพ ภาคต่อ ; ทำไมฝนตกแล้วไม่อยากไปทำงาน??

rain

เช้าวันจันทร์ต้องออกนอกเส้นทางปกติไปย่านคนรวยที่ BTS ผ่าน..เวลา 8 โมงเช้า..เดินลงจากรถอย่างรีบร้อน ขณะที่พยายามจะกางร่ม ที่หากช้าแม้เสี้ยววินาที คำว่าเปียกจะไม่ปราณีคุณ และแล้วก็โชก.. เมื่อถึงเงา BTS เก็บร่ม จะได้ไม่เกะกะคนอื่นๆ ก้าวเท้าจำไม่ได้ว่าข้างไหนก่อนขึ้นบันไดเลื่อน แล้วบันไดก็เลื่อนขึ้นๆ ตามวิสัยของมัน แล้วก็..วูบ…ทั้งลมทั้งฝน ซัดมาเต็มๆ จะกางร่มตอนนี้ก็เปียกไปครึ่งละ แถมยังมาจะครึ่งทางแล้ว แถมคนข้างๆ ทั้งหน้า หลัง และขวา ยังยืนอยู่ในระยะเกือบประชิด ไม่สะดวกอย่างยิ่งต่อการกางร่มในสภาวะที่อยู่ในพื้นที่กว้างขวางขนาดนั้น เลยต้องก้มหน้ารับสภาพความชุ่มฉ่ำ

ถึงจุดหมาย…ฝนยังคงตกอย่างสม่ำเสมอ ครั้งจะเรียกแท๊กซี่ก็ดูจะเกินเหตุ เพราะระยะทางจากรถไฟฟ้าไปที่นัดหมายไม่ได้ไกลเกินการเดินเพียง 5 นาที…ย่ำลงไปบนพื้นที่ชุ่มน้ำ

เย็นวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา วายมีธุระต้องเดินทางในพิสัยไกลกว่าปกติ เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างน้อยที่สุด 3 ต่อ ตั้งแต่ถนนนครราชสีมา ไปถึงสมาคมแต้จิ๋ว ซอยในหลืบหนึ่งของสาทร..บอกตัวเองว่า รถไฟฟ้าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เพื่อให้ชีวิตมีสีสัน ระหว่างที่กำลังจะออกเดินทาง เวลาดี 4 โมงเย็น ฟ้าทะลุ ฝนรั่วลงมาจากฟ้า ทั้งเขตดุสิตและบริเวณข้างเคียง ราวกับว่าไม่อยากให้ใครออกที่ทำงานก่อนเวลาเลิกงาน ด้วยประสงค์จากฟ้าที่ส่งฝนมาเยื้อเวลาการออกเดินทาง เลยต้องนั่งดูใจฝน ขณะเดียวกับทำใจสู้..ประหนึ่งว่าจะต้องฝ่าดงสไนเปอร์..

แล้วก็ออกเดิน กางร่ม ก้าวแต่ละก้าวของรองเท้าส้นสูงหัวแหลม จุ่มลงบนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำครั้งแล้วครั้งแล้ว ครั้งแล้วครั้งเล่า…และแล้วขี้หมาที่ยังละลายไม่หมดก็ลอยผ่านมา – -” เห็นขี้หมาแล้วไม่ได้สะเทือนใจเท่ากับการระลึกถึงส่วนประกอบของสารละลายที่เท้าต่อย่ำำๆๆๆ อยู่อย่างไม่มีทางเลือกที่เลือกได้แล้ว ณ ตอนนั้น เมื่อย่ำผ่านสารละลายเหล่าันั้นมา้เรื่อยๆ ถึงถนนใหญ่ ก็เริ่มโบกแท็กซี่ คันแล้ว คันเล่า โบกไม่ทันบ้าง โบกไม่จอดบ้าง โบกแล้วมีคนนั่งอยู่แต่ลืมปิดไฟว่างบ้าง…สุดท้ายเลยต้องนั่งตุ๊กๆ สนนราคา 80 บาทถึงที่หมาย รถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬา พร้อมจัดทรงผมด้วยลมฝน และแต่งหน้าด้วยเขม่าควันยามรถติด

หลังจากหอบสังขารลงจากรถไฟฟ้า ที่ไม่มีเงาของพี่เคนแต่อย่างใด ก็จะเป็นต้องเดินทางต่อสุดท้ายด้วยรถมอเตอร์ไซด์ โบกได้ รู้ทาง..ขับไปซักพักเริ่มถามว่า..ไปทางไหนอะน้อง..อ้าวๆๆ แบบนี้ก็สวยสิพี่..หนูไม่รู้..ก็พี่บอกว่ารู้ทางไม่ใช่เหรอ..ก็รู้ไง แต่ซอยมันเยอะ..เดี๋ยวน้องลงแถวนี้แล้วโบกรถไปต่อเองละกันพี่คิด 20 บาท..อ้าวๆๆๆ พี่ค่ะ ปกติส่งถึงที่เ้ค้าก็คิด 20 บาท พี่ส่งที่ไหนก็ไม่รู้ จะคิด 20 บาทได้ไงคะ..งั้นไม่คิดเงินก็ได้..ไปเองละกัน..อ้าวๆๆๆ ฝนก็ตก อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้…ชีวิต

ขอบคุณฟ้าฝน ที่มาถูกเวลาเสมอๆ หากวายเป็นต้นไม้ คาดว่าช่วงนี้คงชูใบเขียวไสวออกมาดูดคาร์บอนไดออกไซด์ลดโลกร้อนได้หลายตันทีเดียว

ลองเปลี่ยนใหม่..วันนี้วันหยุด ฝนตกพรำๆ ลมพัดเย็นๆ เดินเข้าไปในครัว เปิดตูเย็น หาไรมากินกับกาแฟ ยามเช้าๆ อ่านหนังสือที่อยากจะอ่าน พักสายตามมองฟ้า มองฝน มองต้นไม้ใบเขียว..สูดหายใจเอาไอเย็นๆ ท่องโลกไซเบอร์ หาอะไรใส่สมอง ทักทายเพื่อนร่วมสังคม พักเที่ยง โทรสั่งสิ่งที่หิว..ทำงานบ้านพอเป็นพิธี เอนหลังฟังเสียงฝน..แล้วก็หลับไป

เห็นได้ชัดว่าไปทำงาน และการเดินทางในยามฝนเป็นกระหน่ำลงมาจากฟ้า..ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่หากเปลี่ยนวันทำงาน มาเป็นวันพักผ่อนที่บ้าน..สุขใดไหนจะเท่า…

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนบางส่วนที่ไม่อยากไปทำงานนั้น อาจจะยังไม่ได้มีความรักในงาน มีแรงจูงใจ หรือมีแรงบันดาลใจในการทำงานเพียพอ เลยทำให้ไม่อยากจะไปทำงาน .. ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือโอกาสจะดี ก็ยังคง และคงยัง..ขี้เกียจ..เฮ๊ย..ไม่ใช่..ไม่อยากไปทำงานอยู่ดี

เพราะจิตใจที่อ่อนแอ ปิศาจแห่งความขี้เกียจ เบื่อ และอื่นๆ เข้าสิง ทำให้ชีวิตนี้มีข้ออ้างเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำ หรือไม่ทำอะไรๆๆๆ โดยโทษดินฟ้า อากาศ บรรยากาศ และยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เคยคิดจะโทษตัวเอง หรือคิดจะสร้างแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ หรือทำใจให้รัก และอยากจะทำงาน..วางใจให้อยู่เหนือสิ่งแวดล้อม

ว่าแล้วก็..ขี้เกียจไปทำงานจริงๆ นะเนี่ย 555

rain3

14 July
8Comments

ชะตากรรมคนกรุงเทพ ; ทำไมฝนตก แล้วรถต้องติด…- -”

Traffic001

แม้ว่าปีนี้จะแล้ง..ชาวบ้านที่ยังต้องเอาชะตาชีวิตฝากไว้กับฟ้าฝนอาจจะต้องเดือดร้อนในการเลี้ยงชีพมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แต่นั้นไม่ได้แปลว่าฝนที่กรุงเทพฯ ก็ยังตก และรถก็ยังติด มากกว่าปกติ…ในเวลาที่ฝนตก..

เชื่อว่าหลายคนที่อยู่ และเคยอยู่กรุงเทพฯ น่าจะเข้าใจสถานการณ์รถติดจนนิ่งในยามฝนตก และคิดว่าหลายคงก็รู้ว่าแล้วทำไมฝนตก รถต้องติด คำถามนี้อาจไม่ค่อยสร้างสรรค์ ถ้าคำตอบไม่ครบ ขาด ตก อะไร คิดว่าคนอ่าน(มั่นใจมั๊ยเนี่ยว่ามีคนอ่าน) น่าจะช่วยเติมเพิ่มให้คนเขียนได้เข้าใจสาเหตุของรถตกตอนฝนติดได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา มาเริ่มฟันเฟิร์มที่มาของโศกนาฏกรรมขนาดย่อมบนถนนตอนฝนโปรยกันดีกว่าค่ะ

1. เพราะรถไม่ติด

เนื่องจากรถยนต์บ้านเราราคาแพง การใช้รถให้คุ้ม หรือซื้อรกมือสองมาใช้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ต้องการจะมีรถยนต์เป็นของตัวเอง บทถนนของกรุงเทพฯ รถบันทึกประวัติศาสตร์ใช้มาตั้งแต่สมัยคุณปู่ยังหนุ่ม คุณย่ายังสาวจึงยังมีวิ่งให้เห็นเป็นสีสัน แซมรถป้ายแดง รถถูก รถแพงทั้งหลาย และปัจจุบัน บ้านเรายังไม่ได้มีการกำหนดอายุการใช้งานรถ ทนใช้กันได้ก็ใช้กันไป ข้อบังคับที่มีอยู่ขณะนี้จึงเป็นเพียงแค่มาตรการคุมเข้มรถยนต์บุคคลที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี บังคับให้ตรวจสภาพปีละ 2 ครั้ง มาตรการนี้คงเข้มมาก จนกระทั่งมีรถเสียให้เห็นเป็นระยะๆ เวลาที่ฝนตก น้ำท่วมถนน ทำให้เกิดอาการจราจรติดขัดมากขึ้นไปอิก

2. เพราะว่าประสิทธิภาพการทำงานของกรุงเทพยังไม่ดีพอ

ทำให้ยังแก้ไขปัญหาการกระบายน้ำไม่ทัน น้ำท่วมถนน รถวิ่งได้ช้า และบางรายวิ่งไม่ได้เลยเพราะไม่ติด กลายเป็นรถนิ่งบนถนน

3. รถบนถนนมีเพิ่มขึ้นๆ ๆ สังเกตจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 18,000 เมื่อปี 2008 เป็น 25,220 คัน ในปี 2009 และ ประมาณ 27,000 คันในปีนี้ นอกจากความต้องการที่จะยกสถานะทางสังคมแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะระบบขนส่งมวลชนสาธารณะก็มีประสิทธิภาพจนน่าระอาใจ ทั้งความเก่า ความช้า ความตรงเวลา เป็นเลิศอย่างรอบด้าน จึงทำให้การมีรถยนต์เป็นความฝันหนึ่งของคนเมืองที่จะหลุดพ้นจากความยาก ลำบาก ไม่ปลอดภัย ฯลฯ แม้ว่าสิ่งที่ได้มานั้น จะแลกด้วยภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่างตามมา (เข้าใจว่าต่อให้ฝนไม่ตก รถก็ติดเพราะสาเหตุนี้อยู่ดี – -”)

4. คนระมัดระวังอุบัติเหตุมากขึ้น เนื่องจากถนนลื่น ทัศนวิสัยไม่ดี ฯลฯ ทำให้ขับรถช้าลง

5. คนหันมาใช้รถแท๊กซี่มากขึ้นและรถยนต์ในการเดินทางมากขึ้น เพราะมีโอกาสจะต้องเผชิญฝนน้อยที่สุด เนื่ืองจากอยู่ใต้หลังคาตลอดเวลา ไม่ต้องรีบวิ่งขึ้นรถ หรือยืนหลบรอรถเมล์ที่ป้าย วิ่งไปสถานีรถไฟฟ้า หรือเสี่ยงฟ้าผ่าขณะซ้อนท้ายแมงกะไซด์

ุ6. มีการรับส่งกันเพิ่มขึ้น

เช่น ไปส่งเพื่อนที่บ้าน ไปส่งภรรยาที่ทำงาน ไปส่งลูกที่โรงเรียน แทนที่จะให้เดินทางตามยถากรรมแบบสู้ชีวิตมากกว่าปกติ ทำให้รถหลายคันต้องวิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้น และใช้เวลาบนถนนนานกว่าที่เคย เหมือนฝนจะเป็นทั้งเหตุให้ครอบครัวผูกพันรักกันมาขึ้นนะคะเนี่ย

ไม่รู้ว่าที่มาของรถติดตอนฝนตกจะครบหรือยัง แต่เชื่อว่าหาคุณอ่านแล้ว..น่าจะพอมีคำตอบในใจว่าเราจะสามารถทำอย่างไร เพื่อเปลี่ยนให้รถติดตอนฝนตกทุเลาเบาบางลงบ้าง? หวังว่าคงไม่ใช่การเลิกไปส่งไปรับคนที่คุณควรไปรับส่งตอนฝนตกนะคะ

ว่าไปแล้ว..พรุ่งนี้จะฝนตกมั๊ยนะเนี่ย..และถ้าฝนตก..เราจะ…..

10 July
2Comments

ทำไมเราจึงควรบูชาหมึก?

ตั้งแต่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลายๆ คน อาจมีสภาพ-สโล-สเล-สลึม-สลือ นั่งทำงานไป บ่ายๆ อาจจะโงกบ้าง หรือบางคนอาจถึงขั้นส่งคลื่นเสียงกรนบอกเจ้านายว่า “เมื่อคืนผมนอนดึกเพราะดูบอล ตอนนี้ผมกำลังอู้งานอยู่ครับ”

กระแสบอลโลกหอบเอาหลายเรื่องหลายราวให้ขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สื่อ ทั้งนางแบบทรงโตถ่ายภาพเปลือยบ้าง การพนันบอลออนไลน์บ้าง แต่ที่มาแรง แซงทุกอย่างในตอนนี้คือท่านปลาหมึกผู้หยั่งรู้ผลบอล

ล่าสุด ทั่น “พอล” หมึกยักษ์ ได้แสดงอภินิหาร ที่ทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้ได้แม่นยำจนควรอัญเชิญให้ทั่นขึ้นแท่นเป็นเซียนบอลตัวจริงภายในสามวัน ห้าวัน และเมื่อวานที่ผ่านมา ทั่นพอลก็ได้ทำให้โลกตะลึง โดยทายผลการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ระหว่างเยอรมัน สเปน ว่าสเปนจะมีชัยเหนืออินทรีย์เหล็กเยอรมัน แล้วผลการแข่งขันก็เป็นไปตามประกาศิตเทพออตโดตปุต แม้ว่าชาวเยอรมันหลายคนจะพยายามอย่างยิ่งที่จะกินหมึกยักษ์เพื่อแก้เคล็ด..แต่ก็ไม่สามารถทัดทานชะตากรรมที่ทั่นหมึกได้ทำนายไว้ได้

โอ้ววว….

นี่เรากำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งการบูชาหมึกจริงๆ หรือเนี่ย…?????????

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งพ่วงดีกรีแฟนพันธุ์แท้ทะเลไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมงานมติชนออนไลน์ว่า

ผมบอกได้เลยว่าปลาหมึกมันดูบอลไม่เป็น

อ้าวว เป็นไปได้ยังไรกัน ทั่นพอลออกจะหยั่งรู้ผลบอลขนาดนั้น

ดร.ธรณ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หมึก เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ฉลาดที่สุดอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากการล่าเหยื่อ การหลอกล่อ การป้องกันตัว การใช้ชีวิต ฯลฯ แต่ตัวท่านเอง ไม่สามารถที่จะอธิบายได้เช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใด อาจเป็นเพราะความบังเอิญ หรืออาจเป็นเพราะเหยื่อ ซึ่งก็ คือ หอย หรือบางที อาจมีวิญญาณเจ้าพ่อปลาหมึกสิงร่างอยู่ก็ได้ หรือมันอาจจะมีเซนส์พิเศษ ลึกลับ ที่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

หากไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม คงยังไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ดังนั้น พฤติกรรมของคุณพอลในขณะนั้น จึงไม่ต่างกับ การแข่งขันฟุตบอล คือ สามารถคาดการณ์ได้ และโอกาส ถูก ต่อ ผิด อยู่ที่ ครึ่ง ต่อ ครึ่ง เพราะว่าการแข่งขันฟุตบอลนั้นพื้นฐานของผลแพ้ชนะไม่ได้อยู่ที่กฎ แต่ขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ คำว่าพลิกล๊อค หรือเหนือความคาดหมายจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการแข่งขันกีฬา ต่างจากคนที่เกิดมาแล้วต้องตายแน่นอน 100% ผลไม่มีทางพลิก

การนำสิ่งไม่มีเหตุผล มาคาดการณ์สิ่งไม่มีเหตุผล อืม..สมกันดีทีเดียว

หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา คงไม่น่าตกใจเท่าไหร่ เพราะบ้านเราเมืองเรา มีข่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงอภิหารย์ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์โชว์หราบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบไม่เว้นวัน โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกลางเดือนจะมีความถี่มากหน่อย แต่กับประเทศเยอรมันที่ก้าวล้ำทางเทคโนโลยีในระดับแนวหน้าของโลกนี่สิ ทำไมเค้าจึงเชื่อทั่นหมึก?

กว่า 600 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเราเริ่มหันหาและขุดค้นคำตอบจากคำถามต่อสรรพสิ่งด้วยเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แต่มาวันนี้หลายๆ คน กลับหันไปหา และศรัทธาในสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเราเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากจำเจจืดชืดของเหตุผล ตรรกะ เหตุผล ตรรก เหตุผล ซึ่งเมื่อไตร่ตรองให้ดีแล้ว ชุดเหตุผล ตรรกะที่เรามีนั้น ถูกต้อง ภายใต้ความรู้ ประสบการณ์ที่เรามี แต่ในโลกนี้ยังมีอีกหลายสิ่ง หลายอย่างที่เราไม่รู้ จึงไม่แน่ว่าเหตุผลกับตรรกะอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และไม่ใช่ที่ที่เราจะเอาความเชื่อไปพักพิงแอบอิงไว้ได้อย่างสบายใจไร้ข้องกังขา เราจึงเบือนหน้าหนีจากสิ่งเก่าๆ ไปซบอกสิ่งที่เก่ายิ่งกว่าซึ่งก็คือ….
ทั่นพอลนั่นเอง

สงสัยว่ายุคสมัยกำลังจะเปลี่ยน โลกกำลังจะปรับ อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาบูชาปลาหมึกกัน?

หมึกยักษ์

หากตอนนี้คิดอะไรไม่ออก หาคำตอบไม่ได้ ลองโทรถามทั่นพอลนะคะ หรือไม่ถามต้นไม้ ใบไม้ หมา แมวที่บ้านดูก็ได้..ไม่แน่ อาจได้คำตอบดีๆ