ขณะนี้ระดับน้ำในหลายๆ เขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนหลักๆ อย่าง เขื่อนสิริกิตต์ และเขื่อนภูมิพล ลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าสองสามวันนี้ฝนจะตก แต่ทว่าปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น น้อยกว่าน้ำที่ต้องปล่อยออกไปให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ เกษตรกรในหลายพื้นที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ เพราะน้ำไม่เพียงพอ
เย็นที่ผ่านมา(วันที่ 9 มิ.ย. 2553) ขณะที่นั่งรถติดบนถนนลาดพร้าว ได้ยินข่าวทางวิทยุว่าทั่น นายกอภิสิทธิ์ จะรื้อโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่จังหวัดแพร่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว และจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ต่อต้านการสร้างเขื่อนถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหานี้…ฟังแล้วอารมณ์รำคาญรถติดเปลี่ยนผ่านเป็นอารมณ์หงุดหงิดระคนปนโมโหอุณภูมมิอารมณ์เพิ่มสูงขึ้นเพราะมีก๊าซเรือนกระจกเต็มสมองไปหมด สิ่งแรกที่คิดคือคำถามว่า
“…..คิดได้ไงเนี่ย!!!?????”
แต่จะว่าไปแล้ว การดันโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นในหน้าแล้งนับเป็นวิถีของราชการไทยที่ดำเนินกันมาหลาย”ชั่ว” รัฐบาล นับตั้งแต่การกำเนิดของแนวคิดนี้เมื่อ พ.ศ.2523 ที่เริ่มขึ้นด้วยเหตุผลด้านชลประทาน กันทั้งน้ำแล้ง กันทั้งน้ำท่วมเป็นผลดีต่อภาคการเกษตรช่วงฤดูแล้ง โดยตอนนั้นเค้าจะ “เขื่อนแก่งเสือเต้น” เป็นเขื่อนหินถมคอนกรีต ตั้งอยู่ในเขต อ.สอง เหนือจุดบรรจบแม่น้ำยมและแม่น้ำงาวขึ้นไปทางเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร หรือห่างจาก อ.เมืองแพร่ ไปทางเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร งบประมาณ ณ ปี 2541 คือ 8,280.82 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการระบุว่าจะมีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วม ต้องอพยพไปอยู่ถิ่นฐานใหม่อยู่ที่ประมาณ 716 ครัวเรือน ต้องโยกย้ายสัตว์ป่าบางชนิดออกจากบริเวณ และจะสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณ 48 ตารางกิโลเมตร อืมม….
หลังนำการเสนอโครงการมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้ระบบนิเวศวิทยาสูญเสียอย่างมหาศาล ส่งป่าสักทองผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศ และป่าไม้เบญจพรรณกว่า 30,000 ไร่ พร้อมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 30 ชนิด นกต่างๆ 123 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 18 ชนิดรวมทั้งสัตว์ป่าคุ้มครองให้ไปใช้ชีวิตต่อใต้น้ำ
ปี 2539 ครม.รัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา มีอนุมัติหลักการให้กรมชลประทานดำเนินโครงการการสร้าง ” เขื่อนแก่งเสือเต้น ” ให้เริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2540 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ท่ามกลางการเคลื่อนไหวคัดค้านของหลายกลุ่มหลายองค์กร
ปี 2540 รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจยกเลิกมติครม. ปี 2539 ทำให้โครงการแก่งเสือเต้นเงียบหายไป
ปี 2548 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันณ์ รมว.เกษตรฯ ขณะนั้น … แต่นายกฯ ขณะนั้นไม่ได้ตอบรับ โครงการแก่งเสือเต้นจึงเข้ากรุอีกครั้ง
ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรมชลประธานดันเรื่องเข้า ครม. รองนายก ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นั่งหัวโต๊ะ ชะลอเรื่องไว้่
ปี 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย.ว่า “ยุคนี้การสร้างเขื่อนทำยาก เพราะคุณพ่อเอ็นจีโอทั้งหลายออกมาประท้วง ทำให้เขื่อนในลุ่มแม่น้ำยม หรือแก่งเสือเต้นยังเกิดไม่ได้ อ้างว่ามีป่าสักทอง 50,000 ไร่ที่สมบูรณ์ และมีนกยูง 3 ตัว ถ้าสร้างเขื่อนนกยูงจะตาย ซึ่งถ้ามันโง่อย่างนั้นก็ไม่สมควรเป็นนกยูง” แต่ด้วยอายุรัฐบาลที่ไม่ยืนทำให้ฝันของท่านไม่เป็นจริง
ปลายปี 2551 นายกสมชาย วงสวัสดิ์ เข้ามาสานฝัน ลงพื้นที่ สั่งศึกษาความเป็นไปได้ แต่แล้วเรื่องก็หายไป..เพราะเหตุผลเดียวกันกับท่านข้างบน
ต้นปี่ 2553 นายกอภิสิทธิ์ เป็นห่วงปัญหาภัยแล่ง เลยมอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล ทางทั่น สนั่นก็ได้ประชุมรือร่วมกับ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ข้อสรุปตรงกันว่าในอนาคตประเทศไทยทั้งพืชอาหารและพืชพลังงานส่อเค้าขาดแคลนน้ำมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า อาจขาดแคลนน้ำเข้าขั้นวิกฤติ จึงมีความจำเป็นในการหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นด้วยการสร้างเขื่อนขยายใหญ่มารองรับ เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ เขื่อนแม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ เขื่อนลำชีบน จ.ชัยภูมิ เขื่อนโปร่งขุนเพชรจ.ชัยภูมิ ทั้งหมดสามารถกักเก็บน้ำได้เกือบ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ชาวบ้านชาวสะเอียบ 4 หมู่บ้านรวมตัวต้านพร้อมประกาศจุดยืนจะปกป้องถิ่นเกิดไม่ยอมย้าย และส่ง 50 แกนนำสมทบสมัชชาคนจน พบ นายก
และในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้..เรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็กลับมาอีกครั้ง จากสถานการณ์ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ถึงกลางเดือน ก.ค. 53 ที่ฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ อยากกจะถาม กรมชลประทาน นอกจากสร้างเขื่อนแล้ว คิดจะหาน้ำจากแหล่งอื่น หรือวิธัีการอื่นบ้างหรือไม่ค่ะ? จะลงทุน ก่อสร้าง เพื่อโกงกินกันไปถึงไน(ใครกล้าบอกว่ากรมชลไม่ทุจริตการก่อสร้าง ขอสัมภาษณ์ด้วยค่ะ)
ได้มีการเรียบเรียงผลการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รวมทั้งทางออกหากไม่สร้างเขื่อน ใน บทความ เรื่อง ปลุกผี เขื่อนแก่งเสือเต้น ผลประโยชน์เพื่อใคร
โดย ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ในภาพรวมหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อสรุปแล้วว่า โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง หรือน้ำท่วมได้ เช่น
องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO.) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม เขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถ เยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ เพียง 8 เปอร์เซ็นต์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก การศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทยทั้งประเทศ
มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อีกทั้งการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชักว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือ รอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของคนเมืองแพร่
คนคัดค้านก็เยอะ ประโยชน์ก็ไม่ชัดเจน แล้วทำไมต้องสร้างเขื่อน
คำตอบของคำถามนี้ คงคล้ายๆ กับการสร้างอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศ ประจานการฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ใส่ใจประเทศชาติประชาชน ไว้ในคนรุ่นหลังรับรู้ ดูเป็นเยี่ยงอย่าง อย่างที่คนกรุงเทพเห็น เสาคอนกรีตต้นละ 2 ล้าน ตั้งเรียงราย รอวันผุกร่อน สะพานลอยที่ไม่มีคนข้าม ถนนที่สร้างไม่ทันไรก็ผุพัง กระทั่งทางลูกรังคุณภาพต่ำที่ได้เงินมาจากงบภัยพิบัติ หรือ เขื่อนปากมูล ที่องค์การเขื่อนโลก ได้ออกมาบอกว่าเป็นการสร้างเขื่อนที่ไม่มีความคุ้มค่า แต่คงคุ้มทุนใครบางคน บางพวก บางกลุ่ม(อันนี้ไม่เกี่ยวกับองค์กรเขื่อนแต่อย่างใด)
ไม่ให้สร้างเขื่อนแล้วจะให้ทำยังไง
มีคนคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง น้ำท่วม ลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เยอะแยะ เช่น
การจัดการน้ำแบบบูรณาการ ลุ่มน้ำยมทั้งระบบ ได้มีการศึกษาและวางแผนโดยกรมทรัพยากรน้ำกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้ผลสรุปออกมาแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ก็สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ซึ่งในแผนนี้ใช้งบประมาณน้อยกว่าโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก แต่ระบบราชการไทย ถือประเพณีไม่ขัดขวางผลประโยชน์ของหน่วยงานราชการด้วยกัน แผนการจัดการลุ่มน้ำยมทั้งระบบของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้ดำเนินการให้เป็นจริง การจัดการโดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา การจัดการน้ำแบบใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน มองภาพรวมการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ลุ่มน้ำยมได้ แต่ทำไมไม่เลือก
การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าเสริม การปกป้อง พิทักษ์ รักษา และการจัดการป่า โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ ให้กลับคืนมาสู่สมดุล อย่างยั่งยืน
การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ อันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน การสร้างเครือข่ายทางน้ำเพื่อกระจายน้ำไปยังนอกเขตชุมชน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว หากแต่บางจังหวัด บางพื้นที่ที่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณในการดำเนินการ เพราะผู้แทนราษฎรในพื้นที่นั้นๆ ไม่มีศักยภาพในการดึงงบประมาณมาดำเนินการ ตรงข้ามกับพื้นที่ที่มีผู้แทนราษฎร มีรัฐมนตรี การดำเนินการแล้วเสร็จลุล่วงไปหลายโครงการ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมได้ เพราะโครงการต่างๆ ยังไม่ครบตามแผนที่วางไว้ทั้งระบบ การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง การยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด
การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งประมง เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำ ที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง 500-1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณมากกว่าความจุของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก
สาเหตุ การตัดไม้ทำลายป่า แก้ปัญหา
ปัจจุบันลุ่มแม่น้ำยมมีระบบชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง 24 แห่ง ระบบชลประทานขนาดเล็ก 220 แห่ง บ่อน้ำตื้น 240 บ่อ และระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน 26 แห่ง รวมพื้นที่ชลประทาน 1,117,465 ไร่ ระบบชลประทานเหล่านี้ล้วนแต่มีประสิทธิภาพต่ำ กล่าวคือ ประสิทธิภาพเฉลี่ยระบบชลประทานของกรมชลประทานมีเพียง 35% ส่วนระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ย 57% ขณะที่ประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วโลกเฉลี่ย 64% การจัดการด้วย DSM โดยการซ่อมบำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ใช้น้ำ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำจะสามารถทำให้เหลือน้ำจำนวนมาก เฉพาะระบบของกรมชลประทานถ้าใช้ระบบ DSM จะเหลือน้ำถึง 101 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับปริมาณในการอุปโภคบริโภคของคนในลุ่มแม่น้ำยมถึง 7.6 ล้านคน
การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม สามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่บ้านละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น
การพัฒนาระบบประปา การขาดแคลนน้ำในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ความต้องการน้ำมีสูง ไม่ได้เกิดจาก การขาดน้ำดิบเท่านั้น แต่เกิดจากระบบการผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น เมืองสุโขทัยขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้ง เพราะระบบการผลิตน้ำประปามีความสามารถในการผลิตน้ำประปาเพียง 60 % ของความต้องการน้ำประปาสูงสุดในฤดูแล้ง การขยายระบบการผลิตน้ำประปาจะสามารถช่วยในการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ในเมืองใหญ่ได้อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำในฤดูแล้งก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น
ทางเลือกในการจัดการน้ำที่ดำเนินการศึกษาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก เสนอโครงการแก้ไขปัญหาภัยน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ 19 แบบ คือ
1. ปลูกป่าป้องกันน้ำท่วม
2. เกษตรแนวระดับป้องกันน้ำท่วม
3.อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน
4.ป้องกันไฟและแนวซับน้ำ
5.พื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมบนที่สูง
6.คลองเฉลิมพระเกียรติป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน
7.ชลประทานแนวระดับป้องกันน้ำท่วม
8.ศูนย์อพยพเพื่อบรรเทาภัยน้ำท่วมหมู่บ้าน
9.ตุ่มน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม
10.ถนนเฉลิมพระเกียรติป้องกันน้ำท่วม
11.สะพานและทางระบายน้ำเฉลิมพระเกียรติ
12.อ่างเก็บน้ำหน้าเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วม
13.แนวคันดินป้องกันเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วม
14.พื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวป้องกันน้ำท่วม
15.ฝายพิเศษป้องภัยน้ำท่วม
16.ระบบเตือนภัยธรรมชาติสู่ภูมิภาค
17.โครงการศึกษาเพื่อการป้องภัยธรรมชาติ
18.ความร่วมมือกองทัพบกในการขุดคลอง คู อ่างเก็บน้ำ แนวคันดิน
19.ความร่วมมือตำรวจตระเวนชายแดน ให้ความรู้แก่ประชาชน
ทางออกมีเยอะแยะ แต่มันก็เท่านั้น เพราะทางออกเหล่านี้ คงไม่มีประโยชน์มหาศาลจูงใจให้ใครก้าวออกมาทำเรื่องดีๆ แต่พูดไปใครจะเชื่อ ว่าการสร้างเขื่อนเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว กว่าจะสร้างเขื่อนเสร็จ ก็ 4 ปี 7 ปี หรือดีไม่ดี อาจเป็นเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ ที่สร้างไม่รู้เสร็จ สร้างเสร็จก็เหมือนยังไม่เสร็จ นอกจากนี้วงเงินงบประมาณที่เสนอมา ไม่รู้ว่าจะต้องขยายกรอบไปกี่พันล้าน(ตามสถิติแล้ว ใช้เกินประมาณการตลอดๆ) และกว่าจะถึงวันนั้น หากความต้องการใช้น้ำยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศเราจะต้องสร้างเขื่อนอีกสักกี่เขื่อน ตัดต้นไม้ อีกกี่ไร่ ทำร้ายชีวิตนกยูง และสัตว์ป่าที่ไม่ฉลาดไปอีกกี่ตัว ชีวิตคนกี่ครอบครัวต้องเดือดร้อน
ตกลงว่าการสร้างเขื่อนเนี่ย เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว หรือสร้างปัญหาระยะยาวกันแน่

YYY ต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น การขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ และการตัดต้นไม้ยืนต้น