do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for June, 2010

30 June
0Comments

ทำไมบ้านเราไม่มีกฎหมายที่ดินที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างความรวยกะความจนซะที?

วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เจอบทความ ของคุณ เนตรทิพย์ใน คอลัมน์ ปฏิรูปประเทศไทย เกี่ยวกับการกระจายรายได้ที่สะท้อนจากจากเสียภาษ๊ และการฝากเงิน โดยประเทศเรามีผู้เสียภาษีในระบบประมาณ 5 ล้านคนเศษๆ เท่านั้นเอง แล้วใน 5 ล้านคนนั้น ภาษี 90% มาจากคน เพียงสี่แสนกว่าคน

เมื่อพิจารณาที่การฝากเงิน ทั้งระบบมีบัญชีทั้งหมด 70 ล้านบัญชี ยอดรวมเงินฝาก 7 ล้านล้านบาท เก้าสิบกว่าเปอร์เซนต์มียอดเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาท และมียอดรวมกันไม่ถึง 10% ของยอดเงินทั้งระบบ ส่วนยอดที่เกิน 1 ล้านบาทนั้น มีจำนวนบัญชีเพียง 6 แสนกว่าๆ แต่มียอดเงินฝากรวมกันมากกว่า 2 ใน 3 ของเงินทั้งระบบ ชัดเจนมากว่าช่องว่างระหว่างคนจน กะคนรวยในบ้านเรามีน้อยสูสีกับการคอรัปชั่น

แม้ว่านักเขียนจะแสดงความเห็นว่า ทางออกของสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นี้ มันอาจจะไกลเกินที่เราจะรีดภาษีคนรวยมาช่วยคนจนแล้ว เพราะ “สังคมไทยนั้นมันก้าวผ่านความเหลื่อมล้ำไปจนสุดจะเยียวยาแล้ว” แต่เราควรแสวงหาทางที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกรัฐทอดทิ้งคลายความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบด้วยการสร้างระบบบริการสาธารณะที่ดีพอ โดยผู้เขียนยกตัวอย่างระบบขนส่งมวลชน ที่ดีพอจะทำให้คนไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างการใช้บริการรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือรถเก๋งสวนตัว

อ่านเผินๆ ก็ดูดีมีเหตุผลนะคะ แต่พอคิดตามจริงๆ แล้วสงสัยว่า แล้วไอ้ระบบพวกนั้น จะให้รัฐเอาอะไรสร้าง หรือสร้างวิมานในอากาศให้ใช้กันไปก่อน ไม่แน่ คุณนักเขียนท่านนี้อาจเป็นเจ้าของที่หลายล้านไร่ ดังเช่น นักการเมืองทั้ง ส.ส. ส.ว. 580 คน มีที่ดินในครอบครองเกือบ 7 หมื่นไร่ มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้าน

พรรคเพื่อไทย ส.ส.แจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดิน 172 คน รวมเนื้อที่ 21,042-2-40 ไร่ มูลค่า 4,755.9 ล้านบาท ผู้ถือครองที่ดินตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปมีทั้งสิ้น 39 คน (รายละเอียด http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277392855&catid=02)

พรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.แจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดิน 15,181-0-25 ไร่ มูลค่า 5,829.6 ล้านบาท ถือครองตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปมีจำนวน 39 คน (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277522156&catid=02)

พรรคภูมิใจไทย ส.ส.เป็นเจ้าของที่ดิน 31 คน(จาก 32 คน) รวมเนื้อที่ 3,853-2-35 ไร่ รวมมูลค่า 733.8 ล้านบาท ในจำนวนนี้ถือครองที่ดินตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปจำนวน 13 คน(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277776765&grpid=no&catid=02)

หากเราเก็บภาษี* คิดแบบโง่ๆ ที่ร้อยละ 2 เฉพาะพื้นที่เหล่านี้ ก็คงได้เงินเพิ่มมาอีกประมาณ 500 ล้าน แล้วถ้าลองคิดแบบฉลาด เก็บให้รู้สึกอยากขายที่เลยเนี่ย คงได้เป็นหลักพันล้าน แล้วถ้ารวมๆ เก็บภาษีที่ดินของคนรวยๆ ทั้งประเทศ คงได้เงินเพิ่มมาเป็นหมื่นล้าน คงได้รถไฟฟ้าเพิ่มมาซักสาย หรือครึ่งสายต่อปี ((สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ภายใต้กรอบวงเงิน 59,888 ล้านบาท )

รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเพ้อเจ้อละ คนที่ไหน เค้าจะอยากจ่ายตังค์เยอะๆ ในขณะที่มีทางเลือกให้จ่ายน้อยกว่าได้ คนที่นั่งอยู่ในสภา ทำหน้าที่อนุมัติกฎหมาย ล้วนที่มีดินมากมายมหาศาล บางคนมีที่ขนาดที่แมวของศรีธนชัยดิ้นตายได้เป็นสิบตัว แล้วใครหน้าไหนจะมีมาน้ำใจเสียสละทรัพย์สินส่วนตัว(ที่บางส่วนอาจจะได้มากจากการฉ้อโกงส่วนรวม) ให้ส่วนรวม เพราะถ้าเค้าเหล่านั้นจิตใจสูงส่งเพียงนั้น ป่านนี้ประเทศเราคงไม่เป็นแบบนี้

บ่นไปก็โทษใครไม่ได้นะคะ ก็ในเมื่อเราทั้งหลายเนี่ยแหละ ที่ทั้งเลือก และไม่ได้เลือกเค้าให้เข้าไปนั่งเป็นตัวแทน

อย่าว่าแต่กฎหมายที่ดินเลย ตราบที่กฎหมายยังคงมาจากเจตนารมย์ของผู้ปกครอง และผู้ปกครองไม่ได้มีเจตนารมย์ที่จะถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน และถ้าไม่ถึงวันที่คนจนได้เป็นผู้ปกครอง และผ่านกฎหมาย คงยากที่จะมีกฎหมายที่ช่วยคนจนอย่างจริงใจ คงต้องมีคำถามต่อว่า ถ้าจน แล้วจะเป็นนักการเมืองในเมืองไทยได้ยังไง หน่วยงานที่ควรตอบคำถามนี้ที่สุดเห็นควรให้เป็นกระทรวงศึกษาธิการ(โบ้ยซะงั้น)

ขอจบด้วยคำกล่าว Bernard Mandeville นักปรัชญาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้กล่าวไว้ว่า

“bees of social virtue are buzzing in Man’s bonnet”: that civilized man has stigmatized his private appetites and the result is the retardation of the common good.

ยิ่งเราเห็นแก่ส่วนตัวมากเท่าไหร่ ส่วนรวมก็จะยิ่งย่ำแย่

416_we_me

จะเป็นไปได้ไหมที่วันนึง เราทุกคน จะเชื่อว่า เรานี่แหละ คือส่วนรวม ส่วนรวมก็คือส่วนเรา

*ตามกฎหมายมีเพดานอัตราภาษีที่เรียกเก็บ 3 อัตรา คือ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกินร้อยละ 0.5ที่อยู่อาศัยโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ไม่เกินร้อยละ 0.1 และที่เกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ 0.05 สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ใน 3 ปีแรกให้เสียภาษีไม่ต่ำกว่าอัตราภาษีทั่วไปที่คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดไว้ แต่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และหากยังมิได้ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษีซึ่งกำหนดโดยกระทรวงการคลัง

22 June
0Comments

ทำไมจึงควรตีแขกก่อนตีงู?

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสทำงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาระดับนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ผู้เข้าร่วมงานหลายหน้าหลายชาติหลายภาษาและมีศาสนาเป็นจุดเชื่อม ในงานนี้ วายได้รับหน้าที่ให้รับผิดชอบงานด้านโรงแรม ซึ่งผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ เป็นระดับ ด๊อกเตอร์ มีชื่อตำแหน่งยาว และมีคำนำหน้าเพิ่มเติมมากมายหลายท่าน งานหลักของวายก็คือจัดคนเข้าพักตามห้อง ดูแลอำนวยความสะดวกเรื่องอาหารและการเดินทางกลับ งานสามอย่างแรกเป็นงานที่ไม่ได้ท้าทายความสามารถอย่างการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรต หรือพยายามจมน้ำตายในทะเลเดทซี เพราะเป็นงานที่มีระบบขั้นตอนการบริหารจัดการที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งต่างจากงานอย่างสุดท้ายที่ต้องใช้พลังชีวิตอย่างมหาศาลในการทำให้งานสำเร็จนั่นคือการรับมือ “แขก”

แขกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแขกอินเดียอย่างเดียว แต่รวมถึงแขกชาติอื่นๆ ภาษาอื่นๆ ด้วย ความยากของงานนี้อยู่ที่ว่า จะทำอย่างให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของทั่นๆๆๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนสำคัญ ยิ่งใหญ่ จนตัววายกลายเป็นมดปลวกเลยทีเดียว เรื่องการสื่อสารนับเป็นปราการด่านแรกที่ต้องฝ่าเข้ามาเจอกัน เพราะส่วนใหญ่แขกก็ไม่ได้พูดภาษาปะกิตกันมาแต่เกิด เรียกว่าต้องฝ่าด่านมาเจอกันครึ่งทาง หลังจากนั้นก็เรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้กับเกือบร้อยคน โดยคนสามคน(ในทีมมีสามคนค่ะ) ภายใต้เวลาที่จำกัด เพราะทุกคนต้องการจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

จากการระดมสมองทั้งในช่วงพักและช่วงไม่พัก ปรากฏว่าแขกที่รับมือยากที่สุดในบรรดากว่าสิบชาติที่เข้าพักในโรงแรมเราคือ แขกตัวจริง จากแดนภารตะ..หลายคนคงจะเดาได้ละมั้งคะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนอินเดียจะเป็นอย่างงี้ทั้งประเทศนะคะ ที่โรงแรมวาย รับแขกอินเดียหลายท่าน ส่วนใหญ่สุภาพเรียบร้อย มีระเบียบ วินัย ตรงเวลา ไม่เรื่องมาก ไม่สร้างปัญหา แต่มีบางคน ทำให้ภาพคนอินเดียในใจวาย ยังคงเป็นภาพที่ไม่น่าพิสมัยเท่าใด เหมือนอย่างที่เคยเป็น เรื่องมีอยู่ว่า

เช้าแรกของงาน ทุกๆ ท่านต้องมุ่งหน้าไปที่จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยเพื่อร่วมงาน แขกกรณีศึกษา ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอกท่านนี้ไม่ต้องการไปร่วมงาน แต่ต้องการจะเดินทางไปกรุงเทพมหานคร…วายสงสัยมากค่ะว่า ตกลงที่องค์กรสนับสนุนค่าเครื่องบินและค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ ท่าน ด๊อกเตอร์จะรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด

ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาเพื่ออำนวยความสะดวก..ก็ต้องพยายามทำตามหน้าที่ โดยพยายามจัดหารถให้ท่าน แต่ก็ยังไม่หมดแค่นั้น ท่านยังต้องการให้วาย ช่วยดูว่ามือถือท่านเป็นอะไร ทำไมโทรออกไม่ได้ โอเค วายก็จัดการไป..เฮ้อ..คิดว่าท่านคนนี้น่าจะจ้างเลขาส่วนตัวมาดูแลจังเลยค่ะ

วันต่อมาเป็นวันพิธีเปิด หลังจากที่รถบัสรับส่งผู้เข้าร่วมงานอันทรงเกียรติวิ่งออกไปจากลานจอดรถได้ไม่นาน ก็มีท่านๆๆๆๆ อีก 4-5 ท่าน เดินลงมาที่ล๊อบบี้โรงแรมด้วยหน้าตางงบ้าง ผิดหวังบ้าง เรียบเฉยบ้าง รวมทั้งด๊อกเตอร์ท่านนี้ด้วย จากนโยบายที่จะต้องพยายามนำทุกๆ ท่านไปร่วมงานให้ได้ วายจึงเรียนทุกท่านว่า อีกสักครู่จะจัดรถเพื่อพาทุกท่านไปส่งที่สถานที่จัดงาน ทันทีที่รถมา แขกต้องค้างทุกท่านเตรียมตัวขึ้นรถ เนื่องจากต่างต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพืธีเปิด แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด(หรือว่าควรจะคาดคิดไว้) ก็เกิดขึ้น ด๊อกเตอร์ท่านนั้น..หายตัวไปจากล๊อบบี้โรงแรม

อืม..ให้มันได้อย่างงี้สิ .. วาย กับน้องอีกคนเลยช่วยกันเดินหาวุ่นวาย อีกไม่กี่อึดใจต่อมา
น้องน้ำใจงามคนนั้นมาแจ้งว่า : ท่านกำลังนั่งทานข้าวอยู่ค่ะพี่
วาย : -*- แล้วน้องไม่ได้บอกเหรอคะว่ารถตู้มาแล้วค่ะ
น้องน้ำใจงาม : บอกแล้วค่ะ แต่ท่านบอกว่า ขอสองนาที
วาย : …(เดินด้วยความเร็วแสงไปที่โต๊ะท่านผู้นั้น)
น้องน้ำใจงาม : เอ่อ พี่ค่ะ อย่าไปไซโค ท่านเลยนะคะ
วาย : (จังหวะนี้มันไม่ไหวแล้วน้องเอ๊ยย..แล้วก็สาวเท้าพร้อมชะโงกหน้าไปบอกว่า) ประทานโทษนะคะท่าน ตอนนี้รถตู้เรามาถึงแล้ว
ท่านดอกเตอร์ : ขอโทษด้วย ขอสองนาที(พลางละเลียดอาหารในจาน)
วาย : (ปรอทอารมณ์แตก..เดินกลับมาหาน้องคนนั้น หายใจเข้าสามครั้ง แล้วเดินกลับเข้าไปใหม่) ขอโทษจริงๆ นะคะท่าน ตอนนี้รถตู้มาถึงแล้ว และผู้เข้าร่วมงาน อีกห้าท่านกำลังนั่งรอท่านอยู่ค่ะ
ท่านดอกเตอร์ : ขอโทษด้วย ขอสองนาที
วาย : (เอ่อ..คนแบบนี้ก็มีด้วย แต่ไม่เป็นไร หากท่านยังจะกิน วายจะยืนรอข้างๆ ตรงนี้หละคะ ให้รู้กันไปว่าจะกินได้อิกกี่คำ..ฮึ่ม)
และท่านก็ยังคงทนและทานต่ออีกสามสี่คำก่อนจะลุกจากเก้าอี้ด้วยความเร็วในระดับทำเพื่อมารยาทแต่ไม่ได้จริงจัง..โอ้ว…ซาร่า..มันยอดมากไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อนเล้ยยย นอกจากนียังมีข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกว่า ท่านผู้นี้ ยังทำพฤติกรรมเช่นนี้อีกเมื่อไปทัศนศึกษานอกสถานที่กับรถบัส ขณะที่ทุกคนเริ่มเดินขึ้นรถ ท่านของวาย เริ่มตักข้าวเที่ยงทาน…ทำไปได้..

ระหว่างที่วายกำลังระบายเรื่องของท่านให้น้องที่ทำงานด้วยกันฟังน้องก็บอกว่า..พี่ของผมเจอเด็ดกว่านั้นอีก น้องคนนี้ทำหน้าที่รับลงทะเบียนหน้างานค่ะ และเค้าก็สนิทกับสี่พี่น้องตระกูลซิงห์เป็นอย่างดี เขาเล่าว่าขณะที่เขากำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเฝ้าโน๊ตบุค และข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าเชื่อได้อยู่นั้นก็มีเสียงแว่วๆ มา

เสียงแว่ว : ขอโทษนะครับ ขอปากกาหนึ่งด้ามได้ไหม (Excuse me, may I have one?)
น้องรูปหล่อ : ได้ครับ (Yes, sure) เงยหน้ามาเจอ 4 พี่น้องตระกูลซิงห์ คุ้นเคยกัน
…..แกร่บบบ…..เสียง 4 พี่น้องตระกูลซิงห์ หยิบปากกา คนละสามด้าม แทบจะพร้อมกันจนเกิดเสียงประสานอันไพเราะ
น้องรูปหล่อ : – -”

เวลาผ่านไปจนงานใกล้เลิก

เขาเล่าว่าขณะที่เขากำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเฝ้าโน๊ตบุค และข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าเชื่อได้เหมือนเดิน ก็มีเสียงแว่วๆ มา

เสียงแว่ว : ขอโทษนะครับ ขอปากกาหนึ่งด้ามได้ไหม (Excuse me, may I have one?)
น้องรูปหล่อ : ได้ครับ (Yes, sure) เงยหน้ามาเจอ 4 พี่น้องตระกูลซิงห์ คุ้นเคยกัน
…..แกร่บบบ…..เสียง 4 พี่น้องตระกูลซิงห์ หยิบปากกา คนละสามด้าม แทยจะพร้อมกันจนเกิดเสียงประสานอันไพเราะ
น้องรูปหล่อ : – -”

มีน้องที่หล่อสูสีกันบอกว่า “ผมว่า เค้าน่าจะบอกตั้งแต่แรกเลยนะครับว่าจะเอาหกด้าม” -*-

พอถึงตอนเย็น ระหว่างการจัดเก็บเอกสารเพื่อคืนเงินให้กับผู้ร่วมงาน(ผู้ร่วมงานที่ได้รับเชิญ จะได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางค่ะ โดยต้องสำรองจ่ายไปก่อน และมาเบิกในภายหลัง)

ดอกเตอร์สองนาทีมาส่งเอกสารกับวาย ถามกำหนดการวันพรุ่งนี้ว่ารถออกกี่โมง วายจึงแจ้งว่า พรุ่งนี้จะมีโทรปลุกตอนตี 5 เริ่มทานอาหารเช้า 6 โมง และรถเคลื่อนล้อตอนเจ็ดโมง ระหว่างนั้น
ด๊อกเตอร์สองนาทีอยู่แถวนั้นพอดี โพล่งถามขึ้นมาว่า “งานเริ่มกี่โมง?”
วาย : ” 8.30 น. ค่ะ”
ด๊อกเตอร์สองนาที : “แล้วทำไมต้องออกเดินทางเช้าขนาดนั้นด้วยหละ”
วาย : “เพราะเราต้องการให้ทุกท่านไปร่วมงานให้ตรงเวลาท่าน หวังว่าท่านจะเข้าใจว่า การไปสายนั้นคือการขโมยเวลาของผู้ที่รอนะคะ”
ด๊อกเตอร์สองนาที : “…”

เช้าวันเดินทางกลับ ด๊อกเตอร์สองนาที บอกว่า ท่านต้องการรถหนึ่งคัน เพื่อรับท่าน และชาวคณะของท่านอีก 4 คน ที่โรงแรมอีกแห่งหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปที่โรงแรม four seasons เร็วที่สุด เป็นไปได้ขอตอนนี้เลย.. อืม…รถตู้ที่โรงแรมมีหนึ่งคัน มีแขกเกือบร้อยคน มีรอคิวใช้รถอยู่..

หลังจากเลิกงาน ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน วายมีแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะเขียนเรื่องนี้ให้ใครๆ ได้อ่านกัน พลางระลึกถึงคำที่พ่อสอนว่า คนเราแม้จะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันไปเสียหมด การตีงูก่อนตีแขก ใช่ว่าจะถูกเสมอไป มีิ blogger ท่านนึงได้เขียนถึงคนอินเดียว่า เป็นชนชาติที่ฉลาดด้านการต่อรอง อาจจะต่อรอง เรียกร้องมากหน่อย แต่หากไม่ได้อย่างที่ต่อรองก็มิได้โกรธเคืองกัน ดังนั้น หากต้องการต่อรองกับคนอินเดีย อาจยึดข้อนี้ไว้เป็นหลักก็ได้

ไม่มั่นใจว่า หลังจากอ่านโพสนี้แล้ว ท่านผู้อ่านจะระวังงู หรือแขกมากกว่ากัน ทั้งนี้วายคิดว่าหากคนไทยเกินหนึ่งล้านคนอ่านโพสนี้ คนไทยเกินหนึ่งล้านคนมั่นใจว่าคนอินเดียหนึ่งคนเป็นอย่างที่วายเล่า…Indian

10 June
4Comments

ทำไมต้องสร้างเขื่อน?

ขณะนี้ระดับน้ำในหลายๆ เขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนหลักๆ อย่าง เขื่อนสิริกิตต์ และเขื่อนภูมิพล ลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าสองสามวันนี้ฝนจะตก แต่ทว่าปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น น้อยกว่าน้ำที่ต้องปล่อยออกไปให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ เกษตรกรในหลายพื้นที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ เพราะน้ำไม่เพียงพอ

เย็นที่ผ่านมา(วันที่ 9 มิ.ย. 2553) ขณะที่นั่งรถติดบนถนนลาดพร้าว ได้ยินข่าวทางวิทยุว่าทั่น นายกอภิสิทธิ์ จะรื้อโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่จังหวัดแพร่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว และจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ต่อต้านการสร้างเขื่อนถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหานี้…ฟังแล้วอารมณ์รำคาญรถติดเปลี่ยนผ่านเป็นอารมณ์หงุดหงิดระคนปนโมโหอุณภูมมิอารมณ์เพิ่มสูงขึ้นเพราะมีก๊าซเรือนกระจกเต็มสมองไปหมด สิ่งแรกที่คิดคือคำถามว่า

“…..คิดได้ไงเนี่ย!!!?????”

แต่จะว่าไปแล้ว การดันโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นในหน้าแล้งนับเป็นวิถีของราชการไทยที่ดำเนินกันมาหลาย”ชั่ว” รัฐบาล นับตั้งแต่การกำเนิดของแนวคิดนี้เมื่อ พ.ศ.2523 ที่เริ่มขึ้นด้วยเหตุผลด้านชลประทาน กันทั้งน้ำแล้ง กันทั้งน้ำท่วมเป็นผลดีต่อภาคการเกษตรช่วงฤดูแล้ง โดยตอนนั้นเค้าจะ “เขื่อนแก่งเสือเต้น” เป็นเขื่อนหินถมคอนกรีต ตั้งอยู่ในเขต อ.สอง เหนือจุดบรรจบแม่น้ำยมและแม่น้ำงาวขึ้นไปทางเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร หรือห่างจาก อ.เมืองแพร่ ไปทางเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร งบประมาณ ณ ปี 2541 คือ 8,280.82 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการระบุว่าจะมีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วม ต้องอพยพไปอยู่ถิ่นฐานใหม่อยู่ที่ประมาณ 716 ครัวเรือน ต้องโยกย้ายสัตว์ป่าบางชนิดออกจากบริเวณ และจะสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณ 48 ตารางกิโลเมตร อืมม….

หลังนำการเสนอโครงการมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้ระบบนิเวศวิทยาสูญเสียอย่างมหาศาล ส่งป่าสักทองผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศ และป่าไม้เบญจพรรณกว่า 30,000 ไร่ พร้อมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 30 ชนิด นกต่างๆ 123 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 18 ชนิดรวมทั้งสัตว์ป่าคุ้มครองให้ไปใช้ชีวิตต่อใต้น้ำ

ปี 2539 ครม.รัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา มีอนุมัติหลักการให้กรมชลประทานดำเนินโครงการการสร้าง ” เขื่อนแก่งเสือเต้น ” ให้เริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2540 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ท่ามกลางการเคลื่อนไหวคัดค้านของหลายกลุ่มหลายองค์กร

ปี 2540 รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจยกเลิกมติครม. ปี 2539 ทำให้โครงการแก่งเสือเต้นเงียบหายไป

ปี 2548 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันณ์ รมว.เกษตรฯ ขณะนั้น … แต่นายกฯ ขณะนั้นไม่ได้ตอบรับ โครงการแก่งเสือเต้นจึงเข้ากรุอีกครั้ง

ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรมชลประธานดันเรื่องเข้า ครม. รองนายก ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นั่งหัวโต๊ะ ชะลอเรื่องไว้่

ปี 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย.ว่า “ยุคนี้การสร้างเขื่อนทำยาก เพราะคุณพ่อเอ็นจีโอทั้งหลายออกมาประท้วง ทำให้เขื่อนในลุ่มแม่น้ำยม หรือแก่งเสือเต้นยังเกิดไม่ได้ อ้างว่ามีป่าสักทอง 50,000 ไร่ที่สมบูรณ์ และมีนกยูง 3 ตัว ถ้าสร้างเขื่อนนกยูงจะตาย ซึ่งถ้ามันโง่อย่างนั้นก็ไม่สมควรเป็นนกยูง” แต่ด้วยอายุรัฐบาลที่ไม่ยืนทำให้ฝันของท่านไม่เป็นจริง

ปลายปี 2551 นายกสมชาย วงสวัสดิ์ เข้ามาสานฝัน ลงพื้นที่ สั่งศึกษาความเป็นไปได้ แต่แล้วเรื่องก็หายไป..เพราะเหตุผลเดียวกันกับท่านข้างบน

ต้นปี่ 2553 นายกอภิสิทธิ์ เป็นห่วงปัญหาภัยแล่ง เลยมอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล ทางทั่น สนั่นก็ได้ประชุมรือร่วมกับ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ข้อสรุปตรงกันว่าในอนาคตประเทศไทยทั้งพืชอาหารและพืชพลังงานส่อเค้าขาดแคลนน้ำมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า อาจขาดแคลนน้ำเข้าขั้นวิกฤติ จึงมีความจำเป็นในการหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นด้วยการสร้างเขื่อนขยายใหญ่มารองรับ เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ เขื่อนแม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ เขื่อนลำชีบน จ.ชัยภูมิ เขื่อนโปร่งขุนเพชรจ.ชัยภูมิ ทั้งหมดสามารถกักเก็บน้ำได้เกือบ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ชาวบ้านชาวสะเอียบ 4 หมู่บ้านรวมตัวต้านพร้อมประกาศจุดยืนจะปกป้องถิ่นเกิดไม่ยอมย้าย และส่ง 50 แกนนำสมทบสมัชชาคนจน พบ นายก

และในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้..เรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็กลับมาอีกครั้ง จากสถานการณ์ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ถึงกลางเดือน ก.ค. 53 ที่ฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ อยากกจะถาม กรมชลประทาน นอกจากสร้างเขื่อนแล้ว คิดจะหาน้ำจากแหล่งอื่น หรือวิธัีการอื่นบ้างหรือไม่ค่ะ? จะลงทุน ก่อสร้าง เพื่อโกงกินกันไปถึงไน(ใครกล้าบอกว่ากรมชลไม่ทุจริตการก่อสร้าง ขอสัมภาษณ์ด้วยค่ะ)

ได้มีการเรียบเรียงผลการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รวมทั้งทางออกหากไม่สร้างเขื่อน ใน บทความ เรื่อง ปลุกผี เขื่อนแก่งเสือเต้น ผลประโยชน์เพื่อใคร
โดย ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ในภาพรวมหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อสรุปแล้วว่า โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง หรือน้ำท่วมได้ เช่น

องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO.) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม เขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถ เยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ เพียง 8 เปอร์เซ็นต์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก การศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทยทั้งประเทศ

มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อีกทั้งการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชักว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือ รอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของคนเมืองแพร่

คนคัดค้านก็เยอะ ประโยชน์ก็ไม่ชัดเจน แล้วทำไมต้องสร้างเขื่อน

คำตอบของคำถามนี้ คงคล้ายๆ กับการสร้างอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศ ประจานการฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ใส่ใจประเทศชาติประชาชน ไว้ในคนรุ่นหลังรับรู้ ดูเป็นเยี่ยงอย่าง อย่างที่คนกรุงเทพเห็น เสาคอนกรีตต้นละ 2 ล้าน ตั้งเรียงราย รอวันผุกร่อน สะพานลอยที่ไม่มีคนข้าม ถนนที่สร้างไม่ทันไรก็ผุพัง กระทั่งทางลูกรังคุณภาพต่ำที่ได้เงินมาจากงบภัยพิบัติ หรือ เขื่อนปากมูล ที่องค์การเขื่อนโลก ได้ออกมาบอกว่าเป็นการสร้างเขื่อนที่ไม่มีความคุ้มค่า แต่คงคุ้มทุนใครบางคน บางพวก บางกลุ่ม(อันนี้ไม่เกี่ยวกับองค์กรเขื่อนแต่อย่างใด)

ไม่ให้สร้างเขื่อนแล้วจะให้ทำยังไง

มีคนคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง น้ำท่วม ลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เยอะแยะ เช่น

การจัดการน้ำแบบบูรณาการ ลุ่มน้ำยมทั้งระบบ ได้มีการศึกษาและวางแผนโดยกรมทรัพยากรน้ำกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้ผลสรุปออกมาแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ก็สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ซึ่งในแผนนี้ใช้งบประมาณน้อยกว่าโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก แต่ระบบราชการไทย ถือประเพณีไม่ขัดขวางผลประโยชน์ของหน่วยงานราชการด้วยกัน แผนการจัดการลุ่มน้ำยมทั้งระบบของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้ดำเนินการให้เป็นจริง การจัดการโดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา การจัดการน้ำแบบใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน มองภาพรวมการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ลุ่มน้ำยมได้ แต่ทำไมไม่เลือก

การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าเสริม การปกป้อง พิทักษ์ รักษา และการจัดการป่า โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ ให้กลับคืนมาสู่สมดุล อย่างยั่งยืน

การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ อันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน การสร้างเครือข่ายทางน้ำเพื่อกระจายน้ำไปยังนอกเขตชุมชน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว หากแต่บางจังหวัด บางพื้นที่ที่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณในการดำเนินการ เพราะผู้แทนราษฎรในพื้นที่นั้นๆ ไม่มีศักยภาพในการดึงงบประมาณมาดำเนินการ ตรงข้ามกับพื้นที่ที่มีผู้แทนราษฎร มีรัฐมนตรี การดำเนินการแล้วเสร็จลุล่วงไปหลายโครงการ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมได้ เพราะโครงการต่างๆ ยังไม่ครบตามแผนที่วางไว้ทั้งระบบ การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง การยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด

การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งประมง เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำ ที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง 500-1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณมากกว่าความจุของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก

สาเหตุ การตัดไม้ทำลายป่า แก้ปัญหา

ปัจจุบันลุ่มแม่น้ำยมมีระบบชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง 24 แห่ง ระบบชลประทานขนาดเล็ก 220 แห่ง บ่อน้ำตื้น 240 บ่อ และระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน 26 แห่ง รวมพื้นที่ชลประทาน 1,117,465 ไร่ ระบบชลประทานเหล่านี้ล้วนแต่มีประสิทธิภาพต่ำ กล่าวคือ ประสิทธิภาพเฉลี่ยระบบชลประทานของกรมชลประทานมีเพียง 35% ส่วนระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ย 57% ขณะที่ประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วโลกเฉลี่ย 64% การจัดการด้วย DSM โดยการซ่อมบำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ใช้น้ำ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำจะสามารถทำให้เหลือน้ำจำนวนมาก เฉพาะระบบของกรมชลประทานถ้าใช้ระบบ DSM จะเหลือน้ำถึง 101 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับปริมาณในการอุปโภคบริโภคของคนในลุ่มแม่น้ำยมถึง 7.6 ล้านคน

การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม สามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่บ้านละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น

การพัฒนาระบบประปา การขาดแคลนน้ำในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ความต้องการน้ำมีสูง ไม่ได้เกิดจาก การขาดน้ำดิบเท่านั้น แต่เกิดจากระบบการผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น เมืองสุโขทัยขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้ง เพราะระบบการผลิตน้ำประปามีความสามารถในการผลิตน้ำประปาเพียง 60 % ของความต้องการน้ำประปาสูงสุดในฤดูแล้ง การขยายระบบการผลิตน้ำประปาจะสามารถช่วยในการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ในเมืองใหญ่ได้อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำในฤดูแล้งก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

ทางเลือกในการจัดการน้ำที่ดำเนินการศึกษาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก เสนอโครงการแก้ไขปัญหาภัยน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ 19 แบบ คือ
1. ปลูกป่าป้องกันน้ำท่วม
2. เกษตรแนวระดับป้องกันน้ำท่วม
3.อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน
4.ป้องกันไฟและแนวซับน้ำ
5.พื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมบนที่สูง
6.คลองเฉลิมพระเกียรติป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน
7.ชลประทานแนวระดับป้องกันน้ำท่วม
8.ศูนย์อพยพเพื่อบรรเทาภัยน้ำท่วมหมู่บ้าน
9.ตุ่มน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม
10.ถนนเฉลิมพระเกียรติป้องกันน้ำท่วม
11.สะพานและทางระบายน้ำเฉลิมพระเกียรติ
12.อ่างเก็บน้ำหน้าเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วม
13.แนวคันดินป้องกันเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วม
14.พื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวป้องกันน้ำท่วม
15.ฝายพิเศษป้องภัยน้ำท่วม
16.ระบบเตือนภัยธรรมชาติสู่ภูมิภาค
17.โครงการศึกษาเพื่อการป้องภัยธรรมชาติ
18.ความร่วมมือกองทัพบกในการขุดคลอง คู อ่างเก็บน้ำ แนวคันดิน
19.ความร่วมมือตำรวจตระเวนชายแดน ให้ความรู้แก่ประชาชน

ทางออกมีเยอะแยะ แต่มันก็เท่านั้น เพราะทางออกเหล่านี้ คงไม่มีประโยชน์มหาศาลจูงใจให้ใครก้าวออกมาทำเรื่องดีๆ แต่พูดไปใครจะเชื่อ ว่าการสร้างเขื่อนเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว กว่าจะสร้างเขื่อนเสร็จ ก็ 4 ปี 7 ปี หรือดีไม่ดี อาจเป็นเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ ที่สร้างไม่รู้เสร็จ สร้างเสร็จก็เหมือนยังไม่เสร็จ นอกจากนี้วงเงินงบประมาณที่เสนอมา ไม่รู้ว่าจะต้องขยายกรอบไปกี่พันล้าน(ตามสถิติแล้ว ใช้เกินประมาณการตลอดๆ) และกว่าจะถึงวันนั้น หากความต้องการใช้น้ำยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศเราจะต้องสร้างเขื่อนอีกสักกี่เขื่อน ตัดต้นไม้ อีกกี่ไร่ ทำร้ายชีวิตนกยูง และสัตว์ป่าที่ไม่ฉลาดไปอีกกี่ตัว ชีวิตคนกี่ครอบครัวต้องเดือดร้อน

ตกลงว่าการสร้างเขื่อนเนี่ย เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว หรือสร้างปัญหาระยะยาวกันแน่

บวชป่า.gif

YYY ต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น การขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ และการตัดต้นไม้ยืนต้น