do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for February, 2010

10 February
3Comments

แซงคิว(…)ทำไม?

เคยถูกแซงคิวมั๊ยคะ ?ถ้าเคย จำได้กันบ้างหรือเปล่าว่าวินาทีนั้นคุณรู้สึกอย่างไร

แต่ถ้าใครไม่เคยถูกแซงคิว(และไม่ใช่คนที่ชอบแซงซะเอง) อยากรู้จังเลยว่าคุณเป็นคนที่ไหน วายอาจจะย้ายสัมมะโนครัวไปตั้งรกรากที่นั่นบ้างเพราะที่นั่นน่าจะเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ต่างคน ต่างเคารพในสิทธิของกันและกัน เข้าใจว่าคนมาก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่าตามภาษากฎหมายหรือ อย่างที่ฝรั่งพูดว่า”right of the first taker”

เมื่อมีคนมากกว่า 1 คน ต้องการทำบางอย่าง ที่ทำได้ทีละคน เช่น เข้าห้องน้ำ ชำระเงินค่าสินค้า หรือขึ้นรถ ลงเรือ การเข้าคิว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และทุกคนอยู่ในความสงบ  และรับประกันว่า ต่อให้คุณเป็นคนสวย คนขี้เหร่ คนเร็ว คนช้า สิ่งเหล่านี้จะไม่บั่นทอนสิทธิของคุณ เพราะสิทธิที่ว่าได้เกิดแล้วจากการเรียงลำดับก่อนหลัง หรือฝรั่งเค้าเรียกว่าคิว นั่นเอง

เนื่องจากเข้าใจกติกาว่า คนที่มาก่อน ย่อมมีสิทธิ ที่จะได้รับ หรือใช้บริการนั้นก่อน  และรู้ว่า ตัวเองควรจะได้รับ หรือใช้บริการนั้นๆ เมื่อใด การแก่งแย่งแข่งขันก็หมดไป ไม่ต้องชิงดีชิงเด่น เพราะเรามาก่อนได้ก่อนกันไปแล้ว

หากคุณอยู่ในที่ๆ คนแถบนั้นไม่เข้าใจสิ่งนี้  นั่นอาจเป็นเพราะว่า เขาไม่เข้าใจว่า คนแต่ละคน ควรจะได้รับความเคารพในสิทธิ อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งอาจเนื่องมาจากเขาไม่เคยเรียนรู้กฎเกณฑ์ที่ว่ามา หรืออาจจะมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับการรอคอยตามลำดับ ทำให้เค้าสามารถลืม หรือไม่ต้องคิดถึงว่า หากเขาถูกทำสิ่งนั้นบ้าง จะรู้สึกอย่างไร เช่นว่า อาจโดนแซงตอนช่วงเซล ทำให้ไม่ได้กระเป๋าใบโปรด หรือถูกแซงคิวหน้าห้องห้อง จนต้องราดคาที่ อับอายคนจนแทบอบากมุดพื้นปูนหนี

บางครั้ง ความโกรธเคืองจากการแซงคิวกัดกินใจคนที่ถูกกระทำ แต่สำหรับคนที่กระทำแล้ว หากเขาไม่ได้เชื่อเรื่องความเท่าเทียม สิทธิส่วนบุคคล หรือว่าบาปกรรม ไม่แน่ใจว่าเขาจำสำนึกผิด หรือรู้สึกผิด แม้สักนิดน้อยหากคุณถูกแซงคิว การให้อภัยอาจเป็นคำตอบที่ดีคำตอบหนึ่ง แต่หลายครั้ง การพูดง่ายกว่าการทำเยอะเลย ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทำอย่างไร จะให้อภัยไอ้พวกคนหน้าด้านชอบแซงคิวชาวบ้านได้..

วายมีวิธีคิดค่ะ อาจลองใช้ดูบ้างเผื่อจะได้ผล

หลายครั้งที่วายขึ้นรถเมล์ ซึ่งบ้างครั้งที่นั่ง และจำนวนคน ไม่เท่ากัน หากคนมากกว่าที่นั่งเมื่อไหร่ เมื่อนั้น บางคนอาจต้องยืน เพราะหากดึงดันจะนั่งกับพื้น คงโดนเหยียบตายไปเปล่าๆ คนที่ยืน บางครั้งก็คล้ายๆ กับการต่อคิวที่จะนั่ง แต่นั่น ไม่ใช่ว่ายืนนานกว่า จะได้นั่งก่อน เพราะการที่จะได้นั่งเร็ว หรือช้า ส่วนหนึ่ง อยู่ที่ว่า คุณเลือกจุดยืนดีหรือยัง

ไม่รู้ว่าจะมีใครเคยไหม ที่เวลาโหนๆ อยู่ แล้วคนที่นั่งข้างที่ๆ เราโหนลุกออกไป ขณะที่เรากำลังจะนั่ง ก็มีใครจากหลุมดำที่ไหนไม่ทราบ วิ่งมา สับขาหลอก แล้วไสลด์ตัวเข้าไปนั่งที่ตรงนั้น หน้าตาเฉย..คล้ายๆ กับตอนที่เหมยลี่ถูกป้ามหาภัยเอาร่มมาขัด แย่งขึ้นรถตู้อะคะ อย่างงั้นเลยคะ แม้วายจะไม่เคยเจอคุณลุง แต่คุณป้าแบบเนี๊ย วายเจอบ่อยเลยค่ะ

สิ่งแรกที่วายคิดคือ…..(มันรุนแรงมากค่ะ ไม่กล้าออกอากาศ)…. สิ่งที่สองที่ วาย คิดคือ..(แรงอีกละ บอกใครไม่ได้ เดี๋ยวเค้าจะเลิกคบ)..และหลังจากยืนไปพักนึง..วายก็เริ่มคิดได้ว่า คนเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้ตลอดไป ไม่นาน ก็ต้องตายๆ จากกันไป การถูกแซงคิวครั้งนี้ อาจทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับทั้งเขาซึ่งหน้าด้าน และเราซึ่งมีความอดทน บ้างก็เป็นได้ ไม่ได้ช่วยเลยเนอะ

แต่เอาเป็นว่า หากใครได้อ่านเรื่องนี้ เชื่อเหอะว่า คนที่ถูกคุณแซงคิว เค้าไม่ประสงค์ดีกะคุณหรอก ดังนั้น หากแม้ว่าคุณจะรีบแสนรีบ ก็อย่ามัวคิดเข้าข้างตนเองว่าคนที่ถูกแซงเค้าจะมีความอดทน และเข้าอกเข้าใจความจำเป็นของคุณเสมอไป เพราะไม่แน่ ความจำเป็นที่เค้ามี อาจจะมากกว่าคุณก็ได้ คงไม่ได้แซงคิวเค้า เพื่อไปกอบกู้โลกใช่มั๊ยหละ

เหมือน โพสด่าคนแซงคิว ไงไม่รู้ เฮ้อ..

QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

คคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค

QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

คุณจะเข้าใจคิว เมื่อคุณเข้าใจว่าคนอื่นก็มีความสำคัญไม่ต่างจากคุณเลย

08 February
1Comment

คนทำสีผมทำไม??

ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่สยาม ศูนย์รวมแหล่งละลายทรัพย์ และวัยรุ่น ลองมองดูคนรอบๆ บางครั้งคุณอาจเริ่มสงสัยว่า มีซักกี่คนที่ไม่ได้ทำสีผม “เลย” ไม่ใช่ว่าคนแถวนั้น ทำสีผมกันทุกคน แต่ Y ว่า คนทำ และไม่ทำสีผม น่าจะสูสีกัน ทั้งนี้ ไม่กล้าฟันธงว่าพวกไหนมีมากกว่ากัน เพราะทุกวันนี้ความทรงจำของการเดินสยามเริ่มเลือนรางเต็มที เนืองจากหาเหตุให้ไปเดินไม่ค่อยได้ไม่แน่ใจว่าเพราะแก่เกินจะไปเดินแกร่ว หรือเพราะอะไร พักเรื่องแก่ที่น่าอนาจใจ แต่ต้องทำใจยอมรับเอาไว้ แล้ว

มาว่ากันต่อเรื่องสีผมดีกว่าค่ะ ลองมองไปรอบๆ ตัวคุณดูสิคะ ตอนนี้มีคนทำสีผมบ้างหรือเปล่า ..หรือตัวคุณทำสีผมหรือไม่ ถ้าคุณทำ ทำไมถึงทำ แล้วคิดว่าคนอื่นมีเหตุผลเหมือนอย่างคุณหรือเปล่า

Y เป็นคนหนึ่งที่ทำสีผม อยู่เนืองๆ นับตั้งแต่เรียนจบ เพราะเห็นว่าการทำสีผมมีประโยชน์หลายอย่าง แม้ว่าจะมีความยุ่งยากตามมามากมายก็ตาม อย่างแรกคือ การทำสีผมสว่างๆ ทำให้หน้าขาวขึ้น เร็ว ทันใจ กว่าใช้ครีมหน้าขาวอีก และที่อยากขาวขึ้น เพราะคิดว่า ถ้าขาวขึ้น อาจจะสวยขึ้น “บ้าง” ช่วยไม่ได้นี่คะ คนประเทศนี้เค้าก็คิดอย่างงี้กันเยอะแยะ ยิ่งหลังๆ มานี้ ขาวอย่างเดียวไม่พอ ต้องขาวอมชมพู ขาวกระจ่าง สว่างใส

ไม่รู้เมื่อไหร่เทรนด์ ไม่มีดั้ง ผิวไม่ขาว ตาไม่โต ตัวไม่สูง น้ำหนักเยอะๆ จะมาแรงบ้าง เพราะหากถึงวันนั้น Y คงมีโอกาสได้เป็นดาราแนวในเมืองไทยแหงมๆ

แล้วเรื่องสีผมหละ เป็นเรื่องของเทรนด์ด้วยหรือเปล่า อ้าว..ก็แน่นอนสิคะ บางช่วงสีน้ำตาลก็มาแรง ช่วงหลังๆมานี้ สีหม่นๆ ออกเขียว เทาๆ ก็มีให้เห็นเยอะ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น สีสุดยอดอมตะนิรันดร์กาลที่ทีคนทำมานานแสนนานยิ่งกว่าสีใดๆ นั่นคือสีดำ ซึ่งเป็นสีที่ผู้มีอายุนิยมทำ เพื่อกลบหงอก สัญลักษณ์แห่งวัยที่ร่วงโรย ซึ่งการทำผมดำ คงเป็นการปลอบใจตัวเอง เวลาส่องกระจก และปลอบใจคนอื่น เวลามองเห็นเรา คำปลอบใจดังกล่าวอาจจะสื่อว่า ฉันยังไม่แก่นักหรอก อย่างน้อยก็ยังหาสารเคมีมาบรรเทาความแก่ลงได้บ้าง หรือ บางครั้ง อาจจะบอกกับคนเห็นว่า ฉันจะยังอยู่กับเธอไปอีกนาน..อย่าเพิ่งดีใจไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกรณีดังกล่าว ทั้งคนทำ และคนมองต่างรู้อยู่แก่ใจ ว่าภายใต้สีเคลือบ คือผมขาว อาจจะขาวโพลนทั่วหัว บางส่วน หรือบางเส้น

วันนี้ Yเพิ่งทำสีผมมาหมาดๆใหม่ๆ เนื่องจากสีผมตอนนี้มีหลายสีเกินทน ทั้งสีหม่น สีทอง และสีดำ ดูแล้วงง และสีที่ทำ คือสีน้ำตาล ที่เลือกทำสีนี้ เพราะคิดเอาเองว่า อาจจะดูเรียบร้อยกว่าหัวทองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อไปสอบสัมภาษณ์ เรียนต่อ

คิดๆ ไปแล้วก็นึกถึงตอนที่เรียนจบใหม่ๆ ที่ Y ต้องย้อมผมดำตอนไปสมัครงาน และ Y เชื่อว่า หากมีผู้สมัคร 2 คน ที่มีคุณสมบัติเท่ากันทุกประการ (จะมีเรื่องแบบนั้นในโลกด้วยเหรอ?) แต่คนทั้งสองต่างกันที่คนนึงทำสีผม หัวสว่าง อย่างฝรั่ง กับ อีกคน ผมดำเงา เป็นธรรมชาติ คนผมธรรมชาติ คงได้ใจกรรมการไป เพราะว่าการทำสีผมบางครั้งก็เชื่อมติดกับดารา นักร้อง นักแสดง สก๊อย แว๊น ฯลฯ ซึ่งให้เกิดความรู้สึกขัดๆ ว่าไม่เป็นธรรมชาติ? หรืออาจจะดูเป็นคนแรง ไม่เรียบร้อย? อาจจะห่วงสวยห่วงงามมากกว่าห่วงงาน ห่วงเรียน?

ถ้าใครเคยเป็นกรรมการสัมภาษณ์งาน ช่วยมาตอบทีนะคะว่าจริง ไม่จริง  อย่างไร วันหลังถ้ามีสัมภาษณ์งานอีก Y จะได้ไม่ต้องทำสีผมใหม่ ตอนสัมภาษณ์ แล้วทำอีกทีตอนสัมภาษณ์ผ่านแล้ว..

สีผม

05 February
3Comments

ทำไมเจ้านายถูกเสมอ??

เคยมีคนพูดว่า กฎการทำงานมีอยู่ 2 ข้อ

ข้อ 1. เจ้านายถูกเสมอ

ข้อ 2. หากสงสัยว่าเจ้านายทำผิด ให้กลับไปอ่านข้อ 1 อีกครั้ง

โอ้วว..ง่ายขนาดนี้ จบป.1 เป็นแค่ลูกเสื้อสำรองท่องกฎได้ ก็คงทำงานราบรื่น

ว่าแต่ว่า เจ้านายเนี่ย..เทพขนาดนั้นจริงเหรอ? ที่สามารถตัดสินใจอะไรได้ถูกตลอด คงไม่มีใครตอบว่าใช่แน่ๆ แต่บางครั้ง คนที่เป็น”ลูกน้อง” ก็ต้องก้มหน้ารับคำสั่ง และอื่นๆ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยบ้างก็ตาม

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวเป็นแบบนั้น หลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมแบบเอเชียๆ หรือแบบไทยๆ (ก็ว่ากันไป) อย่างที่สอนกันมาว่า “เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด” หรือ “ชอบครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” จำไว้จะได้เจริญ
มีใครเบื่อบ้าง..กับวัฒนธรรมที่ว่าเนี่ย?

นักการตลาด มีหลายสำนักแบ่งคนออกเป็นกลุ่มพื่อให้ง่ายต่อการยิงกลุ่มเป้าหมาย และโกยเงินเข้ากระเป๋าง่ายขึ้น เช่นเดียวกับแนวคิดทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยการแบ่งที่ว่านี้ เค้านิยมแบ่งคนที่ยังมีชีวิตในปัจจุบันออกเป็นรุ่นๆ (Generation) คือ

1. รุ่นหลังสงครามโลก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Baby Boomer อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป คนกลุ่มนี้เป็น นายๆ ของหลายๆ คน และเป็นนายของ  Y ด้วยค่ะ คนอายุประมาณนี้ส่วนใหญ่ก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำ อดทน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย เพราะอยู่ในช่วงชีวิตที่ไม่ได้มีความสะดวกสบายมากมาย หลายคน ทำงานในต่างจังหวัด ในสมัยที่ถนนยังเข้าไม่ถึง หรือเป็นดินลูกรัง(เอ..บางคนอาจจะไม่รู้จักนะเนี่ย)

2. Generation X (Exordinary) คนที่อายุประมาณ 30 – 50 ปี ชอบทำอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่บ้างาน ทำงานไม่ทุ่มเท ทำงานในหน้าที่ตัวเอง  ตกเย็นก็รีบกลับบ้าน มีแนวคิดและการทำงานเพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาตนเองไม่กล้าคิดกล้าแสดงออก เรียกกลุ่มนี้อีกอย่างว่า Baby Bust (ตรงข้ามกับ Boom) หรือ พวกยัปปี้ – Yuppie (Young Urban Professionals)

3. Generation Y (Why I was born?) คนอายุระหว่าง 20 – 30 ปี ยุคสมัยของ(คน) Y เค้าบอกว่า คนกลุ่มนี้ โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี ไอทีมีคุณลักษณะที่แตกต่างกับคน 2 กุล่มข้างต้นเป็นอย่างมาก เช่น เก่งกล้าสามารถทั้งด้านความคิดและการแสดงออก ทะเยอทะยาน เรียกร้องสูง รักษาสิทธิ์อย่างเต็มที่ มีความเชื่อมั่นในตนเอง ชอบความท้าทายในงาน มองหาโอกาสเติบโตในงาน ทำงานเป็นทีม กล้าซักกล้าถาม ไม่เชื่อสิ่งใดง่าย ๆ หากไม่มีเหตุผลดีพอ ไม่มีความอดทนที่จะทำงานในที่เดิมนาน ๆ หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ติดเพื่อน ชอบทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน มองโลกในแง่ดี ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานด้วยข้อมูลความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในหัว มีความคาดหวังที่สูงยิ่ง

4. Generation M บางสำนักก็เรียกว่า Gen Z หรือมีบางคนบอกว่าน่าจะเป็น Gen G ส่วนตัวย่อมาจากอะไรนั้น ลองเดาดูนะคะ เผื่อจะเพลิดเพลินใจ

บางคน นอกจากเกณฑ์อายุแล้ว ลักษณะที่เป็นอาจไม่ได้เป็นอย่าง Gen ไหนที่ว่ามา ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ คนที่เค้าศึกษา อาจกำหนดขอบเขตการศึกษาแคบไปหน่อย ทำให้ไม่ครอบคลุมถึงคุณ หรือไม่ก็คิดซะว่า คุณเป็นคนพิเศษนะคะ เกณฑ์ที่ใช้แบ่ง อาจจะหยาบไปหน่อยที่แบ่งคนเป็นแค่ 4 รุ่น แต่ก็คงจะน่าเชื่อถือมากกว่าแบ่งคนตามลักขณาราศีนะคะ ต้องขอบคุณที่โลกเรามีธุรกิจ ทำให้มีคนขยันคิดเรื่องพวกนี้มาให้เราเติมสมอง..อัดแน่นไปด้วย…(เติมคำตามอัธยาศัย)…อย่างที่เค้าว่า “Money turns the world around”

คนเราจะทำงานไปได้ถึงอายุสักกี่ปีกันเชียว..อีกไม่นาน Baby Boomer คงได้เวลาพักผ่อน และตอนนั้น  Mr. and Ms.X ก็คงกลายมาเป็น นายคนต่อไปของคน Gen Y

คนเปลี่ยนขนาดนี้ วัฒนธรรม จะไม่เปลี่ยนเชียวหรือคะ ถึงวันที่ลูกน้องมีทางเลือกที่จะไป เจ้านายใจกว้าง ถึงตอนนั้น เจ้านายยังจะถูกเสมออีกหรือไม่?

ก็ตอบยากนะคะ แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป ตราบที่ความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจยังไม่เปลี่ยน ยังคงมีคำว่าเจ้านาย(หรือหัวหน้า) และยังมีคำว่าลูกน้อง  ไผ่ทีมีในมือสำหรับเจ้านายคงไม่ต่างจากเดิมนัก ส่วนคนที่เป็นลูกน้อง ไผ่อาจสูงขึ้นมาซักสองแต้ม แต่หากสู้ไปก็มีผลเหมือนเดิม เมื่อความรับผิดชอบต่างกัน อำนาจตัดสินใจต่างกัน ความสามารถที่จะชี้ว่าอะไรผิด หรือถูกก็เลยอาจจะต่างกันด้วย..อาจจะมีแบบของสิ่งที่ถูกต้อง และคำสั่งของนายอาจจะไม่ถูก เพราะไม่เหมือนกับแบบในอุดมคติ แต่ใครจะรู้ บางครั้ง แบบชองความถูกความผิด ก็อยู่ที่เรา เพราะเราไม่เหมือน
ความถูกความผิดเลยต่างกัน…บางคนซุกโน่นซุกนี่ ภาษีไม่ค่อยจ่าย แต่เผอิญว่ามีอำนาจเยอะ ความผิดที่ทำเลยสุจริตขึ้นมาได้ในบางที และกับบางคน

เจ้านายจะไม่ถูกเสมอหรอกคะ..ถ้าเมื่อไหร่เขาไม่ใช่เจ้านายของเรา..

untitled