do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for January, 2010

27 January
1Comment

ทำไมสาวๆ มักจะแต่งตัว SEXY เวลาไปเที่ยวกลางคืน

NightLifeClubCulture02

จากความเดิมตอนที่แล้ว..

เคยสังเกตมั๊ยคะว่า เวลาไปเที่ยวกลางคืน มักจะเห็นสาวๆ แต่งตัวกันเอ็กซ์ๆ แม้ผับ คลับ จะเย็นแค่ไหน เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่ได้เข้ากับอากาศ ทั้งสายเดี่ยว เกาะอก เดรสสั้น แขนกุด ขากุด(กางเกงขาสั้น จนไม่รู้ว่ามีขากางเกงอยู่) จนหนุ่มบางคน ถึงกับคอเคล็ด น้ำมูกน้ำลาย เลือดกำเดาไหล

สาวๆ หลายคนแต่งเสื้อผ้าหน้าผมมาอย่างงาม เพื่อมาเมา และอาจจะแดนซ์กระจายกระนั้นหรือ

ทั้งๆ ที่การไปเที่ยว คือการไปพักผ่อน ..ทำไมมันต้องมาก ยาก และต้องอดทนขนาดนั้นด้วย เคยสงสัยบ้างหรือเปล่าคะ?

Y คนนึง หละคะ ก่อนหน้านี้ ตอนที่เป็นวัยรุ่นใหม่ๆ (ซึ่งผ่านมานานแล้ว…) ก็มีบ้างที่อยากจะทุ่มทุนแต่ง(คนไม่สวย) ให้ดูดีในที่มืด ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะดูดีในที่แจ้ง แต่ตอนนี้ ความอดทน และความพยายามเสื่อมถอยลงไปตามสังขารที่นับวันจะโรยรา อีกทั้งยิ่งคิดเท่าไหร่ยิ่งหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไปแล้วจะได้อะไร

เคยถามหลายๆ คน คำตอบก็นา นา จิตตัง แต่ก็มีความใกล้เคียงกันว่า มันต้องได้อะไรซักอย่าง

มีคนชวนไปส่งบ้าน ไปเที่ยวต่อ ขอเบอร์ ชนแก้ว หรืออาจเป็นความรู้สึก มั่นใจ ว่าชั้นสวย หรือวันนี้ต้องเกิด โดยรวมแล้วคงเป็นการเช็คเรตติ้ง นั่นเอง เพราะบางครั้งที่ที่ได้มานั้น เป็นแค่เรื่องชั่วครู่ ชั่วคราว

ล่าสุด y ได้ไปทำการสำรวจความคิดเห็นมาให้ทราบกัน โดยการไปตั้งกระทู้ที่ web พันทิพย์ ในห้องที่เค้าว่ากันว่าสาวๆ นิยมเข้ากันเยอะสุด ผลปรากฏว่ามีการเข้ามาตอบโดย 50 login มีทั้งตอบกันชัดๆ ว่าเช็คเรตติ้ง หรืออยากจะแต่ง และมีบ้างที่ให้เหตุผลมามากว่าหนึ่งข้อ อ่านแล้วคิดว่าน่าจะแต่งตัวออกไปเที่ยวซะเดี๋ยวนี้เลยก็มี

โดยสรุปผลความคิดเห็นจากกระทู้แล้ว มีข้อน่าสนใจหลายประการด้วยกัน อย่างแรกเลยคือ เหตุผลยอดนิยมของการแต่งตัวให้เสือๆ น้ำลายหก คือกาละเทศะ เราไปงานศพ ควรแต่งสีดำ ไปงานแต่งงานไม่ควรแต่งสีขาว ไปเที่ยวกลางคืน กลับดื่นๆ ดึกๆไม่ควรแต่ตัวมิดชิด เพราะไม่เหมาะสมกับเวลา และสถานที่ ข้อสังเกตนี้เป็นของคนในกระทู้เช่นกันค่ะ พออ่านแล้วก็เห็นจริงตามที่เค้าว่า ไม่ว่าจะคำนึงถึงกาละ และเทศะ ก็ไม่เข้าใจว่าการแต่งตัว sexy เกี่ยวกันตรงไหน??

อีกเหตุผลที่คนตอบมาเยอะ กินกันไม่ลงนั่นคือ แต่งเพราะอยากจะแต่ง เรียกว่าเป็นความพอใจส่วนตัว ว่างั้น y ว่า คงคล้ายๆ ก็ชอบแต่งหน้า ทาเล็บ ที่บางครั้งหลายคนอาจคิดว่าผู้หญิง แต่งไปให้ผู้ชายดู คล้ายๆ กับสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ใช้ความงามดึงดูดเพศตรงข้าม ทั้งนี้ก็เพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ อยากไรก็ตาม มี ประมาณร้อยละ 10 ของความเห็นที่ตอบมาตรงๆ ว่าที่แต่งไปเพราะต้องการเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม หรือต้องการหาคู่นั้นเอง

นอกจากสาเหตุที่ร่ายมา ยังมีอีกกลุ่ม ที่ให้เหตุผลว่า ต้องการเป็นที่สนใจ เกิด โดดเด่น สวยชนะเลิศ ซึ่งก็คงเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องการความสนใจ เพื่อให้ใครๆ รู้ว่า ที่ตรงนี้มีฉันอีกคน การได้รับความสนใจ อาจจะเป็นความรู้สึกเชิงบวกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่น่าแปลกเลย ที่นักโทษความประพฤติแย่ จะโดนลงโทษเพิ่มเติมจากโทษเดิม โดยการแยกขังเดี่ยว หรือขังในห้องมืด ซึ่งไม่มีในนั้น ไม่มีใครสนใจ และอาจทำให้เขาเริ่มสงสัยในความดำรงอยู่ของตัวเอง เริ่มออกทะเล

มีความเห็นหนึ่ง อ่านแล้วกระทบความรู้สึก..เหมือนเจอตัวเองในวันก่อนๆ เค้า บอกว่า “วัฒนธรรมที่ทำตามๆกัน (คิดว่าเท่) โดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไม -_-”

ตอนที่ Y เองยังเป็นวัยรุ่นอยู่ (เหมือนจะผ่านมานานมากแล้วหละคะ) ที่แต่งตัวไปเที่ยว บางครั้งก็ไม่ได้คิดเท่าไหร่ว่าจะแต่งทำไม เพื่ออะไร แต่เป็นเพราะเพื่อนๆ ก็ทำอย่างงี้กันทั้งนั้น เลยคิดเอาว่าคงจะเป็นเรื่องดีอะ..ควรทำ..

บางครั้งรู้สึกว่า คนหลายๆ คน ทำหลายๆ อย่างที่ บางครั้งอาจะเพราะความเคยชิน แต่ไม่ได้ตั้งคำถามกับการกระทำเหล่านั้น ว่าที่ทำไป จริงๆ แล้ว เพราะเหตุใดกันแน่ ที่เขียนมาทั้งหมด อย่างน้อยหลายคนที่อาจจะเคยสงสัย และไม่เคยสงสัย(เพราะมัวแต่ละเมอกับความสวย)ว่าเหตุใดสาวๆ แต่งตัว Sexy ไปเที่ยวกลางคืน อาจจะพอทราบว่า สาวๆ คิดเห็นไปเป็นอย่างไร จึงมีการแสดงออกแบบนั้น

และหวังว่า หลายๆ คนอาจจะได้ลองทบทวน สิ่งที่ทำอยู่ว่าทำไปทำไม หรือเพื่ออะไร ทั้งนี้ หากเห็นว่าเป็นเหตุ เป็นผล เหมาะสม มีความสุข ก็ทำไปเถอะค่ะ ตราบที่ยังมีสิทธิ เสรีภาพ และสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร(ว่าแต่ว่า..มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ)

23 January
7Comments

คนดื่มแอลกอฮอล์ทำไม??

วันนี้อ่านกระทู้ในพันทิป มีคนเข้ามาถามว่า

“ถ้าดื่ม เบียร์ หรือเหล้า ก่อนที่จะกินข้าวจะเป็นอันตรายกว่า กินข้าวก่อนมั้ยครับ”

ส่วนใหญ่ก็บอกว่าให้ทานข้าวด้วย หรือไม่ก็อย่าดื่มดีกว่า เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีคนมาตอบไม่ถึงพันกระทู้หรอกคะ แต่ที่ทำให้ติดใจคือมีบางคนตอบกระทู้ด้วยคำถามว่า

คิดจะดื่มแอลกอฮอล์ จะกลัวอันตรายทำไม  กลัวไม่ใช่เรื่อง!

แม้ว่า y จะไม่ใช่นักดื่ม แต่เข้าใจว่า คนที่ดื่มเหล้า ไม่ใช่คนที่อยากตายเร็ว หรือไม่กลัวตาย ต้องการท้าทายเมรุไปวันๆ

แต่ที่ดื่มๆ กัน เมามากบ้าง น้อยบ้างเนี่ย บางครั้งก็พราะว่า ถูกทำให้เชื่อว่า แอลกอฮอล์มีความเกี่ยวข้อง และอาจเป็นปัจจัยของมิตรภาพ แฟนพี่แอ๊ดเจ้าของบาวแดงคงคิดถึงเพลงหลายเพลงเช่นว่า…จอกนี้เพื่อเพื่อน และมิตรภาพ..

หรือแฟนๆ นิยายจีน ก็คงนึกถึงการร่ำสุราของลี้น้อยมีดบิน แม้ว่าจะตายเร็ว..แต่ก็ดูเท่สุดๆ หรือคอหนังเกาหลี คงนึกถึง ความรักที่เกิดจากความเมาในเรื่อง my sassy girl

และยิ่งไปกว่านั้น โฆษณายังพยายามฉายภาพการดื่มเหล้า เป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความกล้า ความเก๋า และอีกมากมาย ที่ดูแล้วรู้สึกว่า..เท่คอดๆ โอ้วว มีเรื่องดีเกิดขึ้นเพราะ Lกฮ มากมาย  ..ขอแบบนั้นขวด เพ่

นอกจากความเท่ บางครั้ง L ก ฮ ก็ใช้เป็นยา บำบัดความคิด และจิตตก

อย่าคิดนะคะว่า มันจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ เพราะว่าแอลกอฮลล์ ไม่ใช่ยาฉลาด กินแล้วแก้ปัญหาชีวิตให้หมดไปได้ หรือหาคำตอบของชีวิตให้เราระหว่างที่มึนหัวสุดฤทธิ์ แต่สิ่งที่มันช่วยได้ คือ ทำให้ใจได้ลืมคำถามบางอย่างในช่วงนึงของเวลา..แต่ก็แค่ชั่วขณะ เมื่อสร่างเมา ปัญหาอาจจะมีเพิ่มขึ้น ..เพราะก่อไวไว้เพิ่ม ตอนที่สติไม่เพียงพอจะไม่ก่อปัญหา

อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้อง คือการติด L ก ฮ ทางใจ

เมื่อวานนี้ได้ฟัง อ.หมอ ท่านหนึ่งบรรยายว่า สมองที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีส่วนหลักสองส่วน ส่วนหนึ่ง คือ “ส่วนคิด” อีกส่วนหนึ่งคือ “ส่วนอยาก” โดยส่วนอยากจะจดจำความรู้สึกในเวลาเสพไว้

และความรู้สึกเวลามึนๆ ของหลายๆ คน อาจจะเป็นความรู้สึกที่สนุก และรู้สึกปลดปล่อย เพราะบางครั้งก็กล้าพูด และกล้าทำ มากกว่าตอนที่ไม่กึ่ม ออกแนวใจกล้า และหน้าด้านมากขึ้น บรรเทาความอัดอั้น อึกอดอัดในใจ และบ้างครั้งคนเมาก็สามารถขำกับเรื่องที่ไม่น่าขำ  ความขำเป็นความสามารถที่น่าจะเป็นปัจจัยให้คนอายุยืนว่ามั๊ยคะ และคนเราถ้าได้ปลดปล่อยบ้าง หัวเราะบ้าง..จะไม่มีความสุขเลยเชียวเหรอ

และในหลายครั้ง การดื่ม ก็เป็นการฆ่าเวลา เวลาคนในวง นึกไม่ออกว่าจะเสวนา เรื่องอะไร เอ้า..ชน..เป็นวลีที่ทำลายความสงัดใช้ชะงัด เพราะต่อให้ไม่มีเสียงคุย ก็ยังมีเสียงแก้ว..

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะเชียร์ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งดี หรือควรลอง

ให้เหล้าใครอาจจะบอกว่า = แช่ง

แต่กินเหล้า  ไม่ได้เท่ากับ  ตาย หรือไม่กลัวตาย ละมังคะ

คำเตือน การดื่มเหล้าเป็นอันตรายต่อตนเอง และผู้อื่น ก่อนดื่มทุกครั้งควรปรึกษาแพทย์ และคนที่คุณรักให้ถี่ถ้วน

เมา

20 January
4Comments

ทำไมคลื่นไส้??

เช้ามืดวันนี้  y ตกใจตื่น ด้วยความรู้สึกคลื่นไส้..ต้องรีบวิ่งจี๋เข้าห้องน้ำ..แต่ก็ไม่มีอาหารหลุดออกมาจากลำคอ เลยกลับไปนอนด้วยความง่วง..เพราะยังไม่ถึงเวลาตื่น หลังจากหลับไปไม่นาน อาการเดิมก็เริ่มอีกระลอก..ไม่มีอะไรออกมาจากไส้..กลับไปนอนอีกที จนฟ้าสว่าง..

พอจะออกจากบ้าน ไปทำงาน คราวนี้อาการหนัก..แต่ output ก็ยังเหมือนเดิม

ถ้า y เป็นตัวละครในหนังไทย  ณ จุดนี้ ทางบ้าน ต้องฟันธงว่าท้องชัวร์ๆ  แต่ y มั่นใจอย่างแรง..ว่าไม่ท้อง..อย่าถามนะว่าทำไม

ตอนแรกกะว่าจะไปโรงพยาบาล ก่อนไปทำงาน แต่เห็นว่าสายเหลือเกินแล้ว คิดว่าหากไปโรงพยาบาลแล้วค่อยไปทำงาน พอถึงที่ทำงานอาการป่วยอาจจะสาหัสยิ่งกว่าเดิมเพราะไปสาย เจ้านายเคือง ว่าแล้วก็ลืมอาการป่วยไว้ชั่วคราวรีบไสหัวไปทำงานในวินาทีเดียวกัน

ด้วยความไม่สบายใจ ต้องการระบายให้ใครซักคนฟัง เผื่อตายขึ้นมา นักสืบจะได้มีเบาะแส..เลยปรึกษาหัวหน้างาน พร้อมกับย้ำว่า หนูไม่ได้ท้องนะคะ..

หัวหน้างานให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะความเครียด..โอ๊ะ..ตกใจเลย…เพราะก่อนจะนอนเมื่อคืนนี้เครียดมาก ถึงมากที่สุด

จำได้ว่า..เครียดจนง่วงนอนเลย..

แล้วก็เลยสงสัยตัวเองว่า ทำไมต้องเครียดขนาดนั้นด้วย..นั่นสินะ..เพราะเรื่องที่คิดว่าเป็นสาเหตให้เครียดก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต (ขอสงวนสิทธิ์ ไม่เล่า ว่าเป็นเรื่องอะไร..คิดว่าคงมีคนอยากจะรู้บ้างเลยใส่วงเล็บว่าไม่เล่า ฮ่าๆๆๆ)

ความเครียดเป็นเรื่องที่มีทั้งโทษ และประโยชน์ ต่อสุขภาพ เป็นเรื่องใกล้ตัวโดยเฉพาะสังคมปัจจุบัน ที่คน มีเรื่องให้คิด และเครียดเยอะไปหมด จึงมีคนสนใจศึกษาความเครียด และทางออกไว้มากมาย บ้างก็ว่า ภาวะกดดันหรือคุกคามที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับจิตใจแล้วส่งผลมายังร่างกาย เช่น จิตใจมีความวิตกกังวล ความคับข้องใจ ความไม่สบายใจ หลังจากนั้นก็จะส่งผลให้เกิดอาการทางกายต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ท้องผูก หัวใจเต้นแรง สำหรับสาเหตุของความเครียดพบว่ามีหลายประการ เช่น ความกดดันทั้งจากสภาพแวดล้อมและบุคคลรอบข้าง ความวิตกกังวลเนื่องจากชอบคิดมาก ความหงุดหงิด ความซึมเศร้าอ่อนเพลีย ความคับข้องใจเมื่อถูกขัดขวางหรือบังคับให้ทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ความขัดแย้งในใจเนื่องจากสภาพความเป็นจริงกับสภาพที่ต้องการไม่ตรงกัน ความผิดปกติทางร่างกาย เช่น ความพิการ ป่วยเรื้อรัง การมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย หรืออาจเกิดจากอุปนิสัยที่ชอบแข่งขัน เอาจริงเอาจัง ใจร้อน เจ้าอารมณ์ (ดร.สุเนตร สุวรรณละออง,เคล็ดลับการจัดการความเครียด,http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=2798) หรือบางคนก็นิยามว่า

ความเครียดเป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจที่เกิดการตื่นตัวเตรียมรับ กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจ หรือเป็น เรื่องที่หนักเกินกำลังทรัพยากรที่เรามีอยู่หรือเกินความสามารถของเราที่จะ แก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทางร่างกาย จิตใจและพฤติกรรมตามมา (http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/healthcare/H2025-0708-01.html)

ความเจ็บป่วย สิ่งแวดล้อม และความคาดหวัง ทำให้เราเครียดจริงเหรอ?

ถ้าเราป่วยแล้วไม่เครียดจะได้มั๊ยน้อออ..

พอนั่งๆ นึกๆ คิดๆ(ซึ่งอาจจะทำให้เครียดมากขึ้น) เราก็คิดว่า จริงแล้วคนเครียดอาจจะเป็นเพราะ

1. คิดไม่ออก ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประสบอยู่ มันคงจะรู้สึกฟุ้งๆ ลอยๆ คิดเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมา มันเลยจะเป็นค้างๆ คาๆ เหมือนยังไม่ได้จ่ายค่าไฟค่าน้ำ
2. คิดออก แต่ทำใจไม่ได้..รู้และเข้าใจ แต่ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เป็นอยู่ หรืออาจจะเป็น มันอาจจะต่างจากสิ่งที่คาดหวัง หรืออยากจะให้เป็น

พอคิดได้ดังนั้นแล้ว เราเลยเริ่มเข้าใจ และคิดว่า ที่ผ่านมาทั้งหมดสาเหตุอยู่ใกล้ๆแค่นี้..ที่ใจเรานี่เอง

หากสติไม่มา ปัญญาไม่งอก ปล่อยวางอะไรคงไม่ได้..ความเครียดก็จะเกาะกุมใจ ลามมาที่กายทำลายเรา และสิ่งแวดล้อม แล้วยังหมุนรอบตัวฉัน และลามไปรอบตัวเธอ

แม้จะคิดได้ว่า ควรจะเลิกเครียด  ปลงเรื่องที่คิดได้ ให้ตกเสียที แต่ก็ยังไม่วางใจซะทีเดียว เพราะนึกขึ้นได้ว่าหัวหน้าเราเค้าไม่ได้จบหมอนี่หว่า..

เลยโทรไปหาหมอ..เพื่อขอคำปรึกษา

ได้ความว่า..อาการที่เป็นอยู่ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความเครียด และสุขนิสัย โดยเฉพาะการกิน และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการดังกล่าว คือการบริโภค Lกฮ โอ้วว ความรู้ใหม่ และคุณหมอคนสวยก็ถามอีกว่า มีอาการร้อนๆ ในช่องท้องด้วยหรือไม่..ใช่เลย..ตรงใจฉันเลย..แพทย์เลยวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า กระเพาะอาจจะเป็นแผล…

เลยได้ความรู้ใหม่อีกเรื่องว่า..จน เครียด กินเหล้า เป็นโรคกระเพาะ..

17 January
3Comments

ทำไมต้องทำงาน?

ถึงวันสุดท้ายของสุดสัปดาห์ที่ไร..จะมีความรู้สึกอยากให้วันหยุดวันสุดท้ายดำเนินไปอย่างอนันตกาล ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะมีความรู้สึกคล้าย Y บ้างหรือเปล่า ความรู้สึกที่ไม่ค่อยอยากจะไปทำงาน และบางครั้ง ทำให้ต้องตอบคำถามตัวเองว่า จะไปทำงานทำไมทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะอยากไป

ตอนเด็กใครเคยเป็นบ้าง ที่อยากเป็นโน่นเป็นนี่ สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนหนังสือ เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องตั้งใจเรียน หรืออดทนเรียนในบางกรณี พอเวลาผ่านไป เด็กคนเดิม ก็เริ่มเรียนรู้ว่า เรื่องที่ฝัน กับความเป็นจริงบางอย่างก็เหมือนกัน แต่บางอย่างก็ต่างไป และที่สำคัญพอๆ กับการมีความฝัน คือการใช้ชีวิตกับความจริง ซึ่งบางครั้งอาจไม่สวยงาม และเป็นไปอย่างใจทุกอย่าง โดยเฉพาะงานในฝัน กับงานในความจริง

เลยทำให้มีประโยคที่ทำให้รู้สึกว่า โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้โหดร้ายนักหรอก การทำงานก็มีข้อดีหลายอย่าง ก้มหน้าทำไปเถิด อย่างเช่น”ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” หากเราทำงานน้อย หรือไม่ทำงาน หรืองานที่ทำไม่มีผล ค่าของชีวิตเราก็ร่อยหรอลดลงไปตามสัดส่วน?

บ้างก็ว่า “งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข” ทำงานเพื่อเงิน มีเงินเพื่อซื้อหาความสุขให้ชีวิต

แล้วคุณหละ..ไปทำงานเพราะอะไร

บางครั้งงานที่ทำให้ชีวิตมี”ค่า” หรืองานที่ทำให้มีเงิน”เงิน” ไปบันดาล”สุข”เนี่ย มันก็ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร บางครั้งก็ไม่ถนัด บางครั้งก็ไม่ชอบ บางครั้งเพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี บางครั้งก็เหนื่อย ง่วง อิ่ม ขี้เกียจทำ..บางครั้งก็เป็นแบบนี้…

ทำไมต้องทำงาน

ถ้าทำงานมันเหนื่อยนัก เบื่อนัก และรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้มีความคุ้มค่าแก่ชีวิตเพียงพอ และคิดว่า ต่อให้ไม่มีผลตอบแทนจากงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งรวมค่าของคน เงิน ประกันสุขภาพ และอื่นๆ เราก็ยังอยู่ได้..

แล้วจะทนอยู่ไปเพื่ออะไร เอาเวลาที่เสียไปกับความจำทนไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั๊ย?

บางครั้งการเปลี่ยนงานให้ถูกใจ ทำในสิ่งที่ชอบ อาจจะง่ายกว่าการทำใจให้ชอบในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันๆ แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรัก ความชอบนี่ จะอยู่กับใจไปได้สักกี่น้ำ

คำถามนี้คงจะง่ายขึ้นมาก หากเรามีคำตอบในใจว่าจริงๆแล้ว ชีวิตนี้ต้องการอะไร เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจว่า จะเสียเวลาชีวิตซึ่งมีอยู่ไม่ได้มากมายไปกับงานที่ทำๆ อยู่ต่อไปดีหรือไม่? ทั้งนี้ นิ้วกลมเค้าบอกว่า “หากเราไม่ได้ “เสียเวลา” ให้กับ “ความทุกข์” หรือ “ความเหนื่อยล้า” เราย่อมไม่ต้อง “เสียเวลา” ไปซื้อหา “ความสุข”

ปล.หากสงสัยว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร หรือจะอยู่กันไปทำไม ลองอ่าน http://www.onopen.com/2006/02/1130 ไม่แน่ อาจจะได้คำตอบ ไม่ก็คำถาม หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลย…เหมือนงานบางงานที่บางคนอาจจะเคยทำ?

15 January
2Comments

ทำไมต้องเรียนหนังสือ?

ประเทศไทย เป็นประเทศประชาธิปไตย เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ๆ มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ จากรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ทว่าเรามีการศึกษาภาคบังคับ..คนไทยทุกคนต้องเรียนหนังสือ..อืมทั่นๆ ทั้งหลายคิดแทนเราแล้วคะว่า เรียนหนังสือนี้ต้องดีแน่ จึงต้องเรียนกันทุกคน

ที่มาของคำถามนี้มาจากมิตรรักแฟนเพลงจากแดนไกลคนหนึ่ง ที่กำลังเรียนป.โท และอยู่ในระหว่างช่วงโค้งสุดท้ายในการทำวิทยานิพนธ์  หลายๆ คนอาจจะพอจินตนาการได้ว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทางไหน ทำไมจึงมีคำถามว่า ทำไมต้องเรียนหนังสือด้วย

นั่นสิคะ เด็กหลายๆ หรือผู้ใหญ่หลายๆคน ตอนเป็นเด็ก อาจจะเคยบ้างที่สงสัยว่า เราจะเรียนคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ขั้นสูงๆ และยากๆ  ทำไมกัน ในเมื่อ เราไม่ได้อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ คนบ้า หรือคนเพี้ยนๆ อย่างที่เคยเห็นคนเก่งๆ เค้ามักจะเป็นกัน หลายคนก็บอกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ในขณะที่บางคนบอกว่า รู้มากจะยากนาน ..แต่รู้น้อยก็พลอยรำคาญ

Y  เริ่มทำงานตอนจบ ป.ตรี  จนกระทั่งตอนนี้คุณวุฒิไม่ได้เปลี่ยนแปลง..แต่สังขารตอนนี้กับตอนนั้นต่างกันเยอะ ชีวิต 19 ปี จาก 23 ปี อยู่กับการศึกษาเล่าเรียนทำให้คิดว่าผ่านชีวิตมาเกือบจะครึ่งชีวิตแล้ว ยังไม่ได้ลงมือทำงานเป็นเรื่องเป็นราว เลยคิดว่าพักเรื่องเรียนเอาไว้ก่อน มาเรียนรู้ชีวิตการทำงานก่อนตัดสินใจ เผื่อจะคิดได้ว่า สิ่งใดที่เรียนแล้วจะมีประโยชน์ หรือบางทีการเรียนหนังสือในชั้นเรียน อาจจะไม่ใช่คำตอบของชีวิตอีกต่อไปก็ได้ เพราะตอนนี้ก็อ่านออก เขียนได้บ้าง และพอจะตัดสินใจเองได้บ้าง น่าจะเรียนเองได้เหมือนกัน

ผ่านมา 3-4 ปีก็ได้เรียนรู้ว่า ส่วนหนึ่ง การเรียนหนังสือเป็นการเพิ่มมูลค่าตัวเองในตลาดแรงงาน หากมีใบยืนยันว่ามีความรู้ในสาขาที่มีความต้องการ โอกาสที่จะถูกจ้างงานก็มีสูง ในทางกลับกัน แม้ว่ามีความรู้ ความสามารถแต่ไม่มีใบยืนยัน บริษัทบางบริษัทก็ไม่ได้มีเวลาที่จะทดสอบความสามารถที่เค้าต้องการ เลยให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนั้นมากกว่า คนที่มีความสามารถ แต่ขาดกระดาษในกรณีนี้จึงอาจไม่ได้รับการพิจารณา

ในทางนี้ การเรียนจึงเป็นวิธีการที่จะได้มาซึ่งกระดาษ ยืนยันว่า เราผ่านมาตรฐานรับรองจากสถานศึกษา….มีความเป็นไปได้ที่จะทำงานให้กับนายจ้าง ส่วนค่าจ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และมูลค่าเพิ่มที่สามารถจะสร้างได้จากผลของการเรียนเหล่านั้น รวมถึง จำนวนของแรงงานที่มีอยู่ ณ ขณะนั้นๆ ด้วย อ้าววว นี่เรียนมาเพื่อจะเป็นลูกจ้างเค้าเหรอเนี่ย..

ส่วน การศึกษาภาคบังคับเนี่ย เราเรียนเพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่ดี ว่านอนสอนง่าย เพราะเราต้องเชื่อว่า ประเทศมี 4 สมัย วีรบุรุษมีชื่อเรียงเสียงไร ใครทำคุณให้แก่ประเทศชาติอย่างไร และเราถูกรุกรานจากใครอย่างไร รวมทั้งเรียนรู้ที่จะสื่อสารอย่างคนไทย ด้วยภาษาไทย และเรียนที่จะมีค่านิยมอย่างไทย ทั้งเรื่องความเกรงใจ ความซื่อสัตย์ และสมบัติผู้ดีร้อยแปดพันประการ ทำให้เรารู้ว่าสังคมคาดหวังว่าเราจะควรจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร

หากเราไม่มีการศึกษาภาคบังคับ ขั้นพื้นฐานเนี่ย นึกไม่ออกเลยว่า เราจะคุยกันยังไง จะสื่อความหมาย และมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมได้อย่างราบรื่นหรือขัดแย้งรุนแรงอย่างไร ทั้งนี้ การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่ได้การันตีว่าหากผ่านการศึกษาแล้ว เราจะสามารถแสดงบทบาทที่หลักสูตรคาดหวังได้ ส่วนเรื่องคิดได้มากน้อยยังไง ไม่แน่ใจว่าประเทศเราให้ความสำคัญแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด การเรียนทำให้คนนึงกลายเป็นอีกคนหนึ่งแน่นอน เพราะหากเราไม่มีระบบความคิด ตรรกะหรือบทเรียน ใดๆ  ในหัวเลย ไม่แน่ใจว่า เราอาจเป็นเหมือนผักก็ได้…

การเรียนหนังสือเป็นกิจกรรมเพื่ออนาคต นอกจากความรู้แล้ว สิ่งที่ควรได้จากการเรียนคือปัญญา เรียนแล้วรู้ คิดได้ ตัดสินใจเป็น และสามารถเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้ไม่ยากนัก ซึงมีหลายคน ดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสในการเรียนหนังสือ ในขณะที่สำหรับบางคนการทนเรียนว่า เป็นการทำงานตามสัญญาว่าจ้างของบิดามาดร อยากทำอาชีพนี้ค่ะ จำได้ว่าสบาย…มาก ยกเว้นช่วงส่งงาน และช่วงสอบ แฮะๆ

Y เองก็เป็นคนมีการศึกษานะคะ อนุบาล ประถม มัธยม อุดมศึกษา ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แม้ว่าจะมีต้องซ่อม ต้องแก้บ้าง แต่ก็มีใบประกาศรับรองนะคะว่าผ่านแล้ว แม้ว่าอ่านแล้วอาจจะดูเป็นคนไร้แก่นสาร หรือการแสดงออกหลายอย่างอาจไม่ค่อยฉลาด ก็ตามที…

student