do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

Archive for December, 2009

28 December
1Comment

ทำไมต้องควบคุม L ก ฮ?

ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงมาบ้าง ลานเบียร์เลยกลายเป็นหนึ่งในจุดนัดพบยอดนิยม เพราะมีทั้งเบียร์ มีทั้งเพลง มีทั้งเพื่อน เป็นบรรยายกาศแห่งการร่ำสุราจริงๆ แต่สุรา ใช่ว่าจะดี เพราะหากดี คงไม่มีกฎหมายออกมาควบคุม ล่าสุด ที่คึกโครม ฮือฮา ก็เรื่องการโฆษณาสุรา ผ่านปฏิทิน ซึ่งไปๆมาๆ กลายเป็นว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีมติแจ้งความดำเนินคดีอาญาบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกรายที่ผิดกฎหมายโฆษณาชัดเจน ครั้งแรกจาก 65 คดี จากทั้งหมดที่มีการร้องเรียน 500 กรณี ประกอบด้วย ปฏิทิน เสื้อ ลานเบียร์ รถ ป้ายโฆษณาประเภทกล่องไฟโดยเฉพาะร้านอาหารตามต่างจังหวัด ป้ายโฆษณาที่เป็นรูปกระป๋องเบียร์ที่ชัดเจน การจัดมิวสิคเฟสติวัลซึ่งมีซุ้มแจกเบียร์มีร่มที่มียี่ห้อชัดเจน

เอาละ..ลานเบียร์ก็ติดร่างแหไปด้วย แต่ก็แปลกดีเหมือนกันนะคะ หลังจากที่มตินี้ออกมาแล้วเรากะเพื่อนก็ยังนัดกันที่ลานเบียร์ เพราะลานเบียร์ก็ยังเปิดเหมือนวันที่ 20 กฎหมายบ้านเรา ศักดิ์สิทธิ์ระดับเทพจริงๆ

ตอนนี้พักเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ก่อนดีกว่า เพราะที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ทำไมกฎหมายจึงบังคับแบบนั้น

หากอยากรู้ที่มาที่ไปของกฎหมาย หมายเหตุข้างท้าย ถือเป็นร่องรอยที่ชัดเจนพอสมควรและท้าย พระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีหมายเหตุอธิบายว่า โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุและอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศสมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้ เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เหล้า สร้างความเสียหายได้ขนาดนั้นจริงหรือ?

ที่บ้าน Y ก็มีค่ะ แต่เห็นมันก็อยู่ในขวดของมันดีๆ ไม่มียี่ห้อไหนออกมาก่อความเดือดร้อนวุ่นวายในร้อนใจเลยคะ เราว่าสาเหตุจริงๆ แล้วอยู่ที่คนดื่มมากกว่า

ขณะนี้ประเทศเราเองก็เป็นประเทศนักดื่มตัวยงอันดับ 5 ของโลกเชียวค่ะ (ถ้าเกิดเปลี่ยนสถิตินี้เป็นรายรับต่อหัวประชากร หรือ ระดับความโปร่งใสคงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ) สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า คนไทยใช้เหล้าเป็นสื่อกลางในการสังสรรคค์เฮฮา หรือเป็นตัวช่วยเวลาต้องพูดเรื่องที่ไม่กล้าพูด (เวลาไม่เมา) และอาจได้รับอิทธิพลมาจากหนังจีน ในเรื่องการดื่มเหล้าร่วมสาบานบ้าง หรือเป็นค่านิยมว่าดื่มแล้วเท่บ้าง หรือดื่มเพื่อให้ลืมคำถามบ้าง (การดื่มเหล้าไม่น่าจะช่วยให้คิดอะไรออก)

สงสัยว่าสังคมเราแย่ การศึกษาเราเละ เกินการควบคุม สุดท้ายเลยต้องมาควบคุมเหล้าที่อยู่ในขวดแทนหรือเปล่าเนี่ย?? แล้วต่อไป เค้าจะควบคุมอะไรกันอีกดีน้อ??

23 December
0Comments

ทำไมค่าผ่านโทลล์เวย์ถึงขึ้นราคาได้ขนาดนั้น???

นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะกรมทางหลวงเป็นคู่สัญญากับบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารทางยกระดับอัตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาของดอนเมืองโทลล์เวย์ครั้งนี้ เป็นอัตราที่สูงมากแต่ก็เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ที่ได้ลงนามขยายอายุสัมปทาน 27 ปี แต่การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ทางอย่างมาก เร็ว ๆ นี้ ตนจะเรียกผู้บริหารโทลล์เวย์มาหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ใช้ทาง อาจเจรจาขอชะลอการปรับราคา ส่วนการปรับราคา โดยจะยึดหลักตามสัญญาตามสัมปทาน เพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้อง ซึ่งจะได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 22 ธ.ค.นี้ แน่นอน

ที่ผ่านมากรม ได้หยิบยกปัญหาการปรับขึ้นราคาในอัตราที่สูง จะกระทบกับปริมาณผู้ใช้ทางแล้ว แต่ผู้บริหารดอนเมืองโทลล์เวย์ ยืนยันว่าจะปรับราคาดังกล่าว เพราะเป็นไปตามสัญญาสัมปทาน และไม่ได้ปรับขึ้นราคามา 2 ปี นับตั้งแต่ปี 50 ทางกรมจึงได้สั่งการให้ดอนเมืองโทลล์เวย์ไปประกาศให้ผู้ใช้ทางรับทราบ เนื่องจากตามขั้นตอนการปรับขึ้นราคาทางดอนเมืองโทลล์เวย์สามารถปรับขึ้นได้ ตามสัญญาสัมปทานได้เลย

ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาสัมปทาน เพราะกรม ไม่มีอำนาจสั่งห้ามขึ้นราคาได้ หากทำเช่นนั้น กรมก็จะถูกฟ้องร้อง เป็นคดีความ และอาจถูกปรับเป็นจำนวนมาก แต่กรมก็เข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้ทาง จึงจะเรียกผู้บริหารฯ ดอนเมืองโทลล์เวย์มาหารือแนวทางที่จะเยียวยาผู้ใช้ทางร่วมกัน เพื่อไม่ให้กระทบกันทั้ง 2 ฝ่าย

ด้านนายสมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการบริหารดอนเมืองโทลล์เวย์ กล่าวว่า บริษัทยืนยันปรับขึ้นราคา วันที่ 22 ธ.ค. นี้แน่นอน ส่วนกรณีที่กรมจะขอเจรจาให้ชะลอการปรับราคาหรือลด ส่วนการขึ้นค่าผ่านทางนั้น ยอมรับว่าสนใจแนวทางที่จะขยายอายุสัมปทาน เพื่อแลกกับชะลอการขึ้นค่าผ่านทางครั้งนี้  (ไทยรัฐ 10 พ.ย.2552)

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทางรัฐบาลคงไม่สามารถจะทำอะไรได้ อีกทั้งเห็นว่าประชาชนมีทางเลือกที่จะใช้เส้นทางอื่น คือเส้นทางถนนปกติ ดังนั้น การขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์จะมีผลตั้งแต่ 22 ธ.ค. ต้องทำตามเอ็มโอยูที่ทำไว้

นายศุภขัย กล่าว(post today 16 Dec 2009)

ปรับค่าผ่านทางให้น้อยกว่านี้ แต่ขยายเวลาสัมปทานจะดีมั๊ยน้อ
นายโสภณกล่าวว่า โครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ลงนามในสัญญาเมื่อปี 2532  อายุสัมปทาน 25 ปี จะสิ้นสุดในปี 2557  

ต่อมามีการแก้ไขสัญญาสัมปทานอีก 2  ครั้งคือในปี 2539 มีการขยายสัมปทานเพิ่มให้อีก 7 ปี  ในส่วนนี้ ได้คิดจากระยะเวลาในการก่อสร้างโครงการ 5 ปีรวมเข้าไปด้วย  ทำให้บริษัทฯไม่สามารถจัดเก็บรายได้  ต่อมาในปี 2550  มีการขยายสัมปทานเพิ่มให้อีก 17 ปี   จึงเท่ากับว่าขยายสัมปทานให้เอกชนไปเกือบ 20 ปีอีก  ถ้าจะแก้ไขสัญญาอีก ก็ต้องขยายอายุสัญญาอีกไม่รู้กี่ปี ซึ่งไม่ไหวแล้ว

ทางการไม่สามารถทำหนังสือขอให้เอกชนชะลอการปรับค่าผ่านทาง หรือจำหน่ายเป็นคูปองให้ส่วนลดแทน นอกจากขอปากเปล่าผ่านสื่อ แต่ที่จะทำได้คือให้ประชาชนงดใช้ทางด่วนดอนเมืองโทล์เวย์ 10 วัน เดี๋ยวเอกชนก็จะพิจารณาปรับลดค่าผ่านทางลงมาเอง

นายโสภณกล่าว

สิ่งที่จะมีการดำเนินการ

  1. จะมีการทำป้ายรณรงค์ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกตะวันออกและตะวันตก  เพราะค่าผ่านทางใกล้เคียงกัน แต่การจราจรจะคล่องตัวกว่า  เพื่อลดความแออัดบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตได้ทางหนึ่ง 
  2. จะมีการจัดเจ้าหน้า 120 คนอำนวยความสะดวกด้านการจราจร  และเข้มงวดกับกลุ่มผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรที่เป็นเหตุทำให้รถติดขัดได้ 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า เส้นทางสายนี้รถติดอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ต้องรับไปตามสภาพ(22 ธ.ค. 2552 มติชน)

          วันนี้ (3 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้เชิญกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม มาชี้แจงกรณีที่ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) จะขึ้นค่าทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.52 เป็นต้นไป ว่า จากการตรวจสอบ และหลักฐานที่ได้รับมา กมธ.พบว่า สัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะในการต่อสัญญาเมื่อวันที่ 11 เม.ย.50 สมัยที่ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ เป็น รมว.คมนาคม เนื่องจากสำนักอัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นว่า การต่อสัญญาซึ่งถือเป็นการร่วมงานในกิจการของรัฐ จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

          “ซึ่งต้องมีการตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา ตามมาตรา 13 แต่ปรากฏว่า ไม่มีการตั้งคณะกรรมการฯ จากกรณีนี้ได้เทียบเคียงกับกรณีที่ศาลปกครองวินิจฉัยเรื่องที่กรมชลประทานทำสัญญาจ้าง บริษัท อีสวอเตอร์ ให้สร้างท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง และไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ส่งผลให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งกรณีสัญญาดอนเมืองโทลเวย์ก็เข้าข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกายังเคยให้ความเห็นไว้ว่า สัญญาการขึ้นค่าทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์เป็นโมฆะเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในวันที่ 22 ธ.ค. หากประชาชนที่ใช้บริการทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ ซึ่งมีการปรับขึ้นราคา ก็ขอให้เก็บใบเสร็จมาแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีกับกรมทางหลวง และบริษัท ทางยกระดับดอนเมืองฯ เนื่องจากพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อฉล และใช้อำนาจโดยมิชอบ นอกจากนี้ ยังสามารถฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้” (http://www.dailynews.co.th 4 ธ.ค. 2552)

เมื่อวานเป็นวันแรกของการปรับราคา..รถติดมาก ซึ่งคงกระตุ้นให้คนที่จำเป็นต้องผ่านเส้นทางที่ว่า และมีความเร่งด่วนจำเป็นต้องควักกระเป๋า ยอมจ่าย เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งก็คงเป็นไปตามการคาดการของทางบริษัทว่า แม้จำนวนผู้ใช้บริการจะลดลงกว่าครึ่ง แต่ก็ยังมีกำไร 10-20% และคากว่าอีกไม่นาน ผู้ที่เคยใช้บริการจะกลับมาใช้เหมือนเดิม อาจจะทั้งอยู่ในภาวะจำยอม และทนไม่ไหวกับสภาพรถโคตรติดระคนกัน

ตามที่ นายอาทิตย์ จรูญทัด และนายสุรชัย นิวาสพันธ์ ผู้ใช้ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และคณะรัฐมนตรี กรณีมีมติให้บริษัททางยกระดับดอนเมืองฯ ปรับขึ้นค่าผ่านทาง ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้จ่าย เป็นการซ้ำเติมประชาชนทางอ้อม 
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ผู้ฟ้องอ้างว่าประชาชนได้รับความเดือนร้อนจากการปรับขึ้นค่าทางด่วนเป็นจำนวนมาก ชั้นไต่สวนรับฟังได้ว่า การปรับขึ้นค่าทางด่วนเป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาระหว่างอธิบดีกรมทางหลวงกับบริษัทฯ อธิบดีกรมทางหลวงไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราเป็นอย่างอื่นได้ และทางด่วนดอนเมืองฯ เป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนเท่านั้น หากผู้ฟ้องไม่ประสงค์จะใช้ทางด่วนดอนเมืองฯ สามารถใช้ถนนทางปกติได้ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ จึงให้ยกคำร้อง(22 ธ.ค. 2552)

ก็ทั้งดอนเมืองโทลล์เวย์กะรัฐบาลเราเค้าไม่ใช่องค์กรเพื่อการกุศลนินา

21 December
3Comments

ทำไมจึงควรดูหนังเรื่อง Avatar?

มีเพื่อนคนนึงบอกว่า ต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ ในที่สุด เลยตกลงใจไปดูหนังเรื่องนี้ แต่กว่าจะได้ดูไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนแห่ไปดูกันเยอะมาก โดยเฉพาะอย่าง Y ที่ต้องการดูแบบ 3D ถึงกับต้องโทรจองล่วงหน้าเป็นครึ่งวันเลยทีเดียว กระนั้นก็ยังได้ที่นั่ง แถว F เพราะแถวอื่นๆ จองเต็มไปหมดแล้ว

ตอนไปรับตั๋ว คิวก็ยาว คนก็แน่น อืม..อานุภาพ Avatar ช่างรุนแรงเสียนี่กระไร และระหว่างรอนั้นเองก็มีเสียงประกาศเรื่องการเพิ่มรอบหนังเรื่องนี้..โอ้วววว ความนิยมล้นหลาม ถึงขนาดต้องเพิ่มรอบกันเลยทีเดียว

ทั้งก่อนหน้า ระหว่าง และหลังจากการดูหนังเรื่องนี้ มีความไม่ธรรมดาเกิดขึ้นเป็นระยะๆ แต่ก็มีความธรรมดาที่ภาพ 3D ฉายให้ดูเป็นระยะๆ คล้ายๆ เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในโลกที่มีแต่คนอยากได้โน่นนี่ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะต้องเสียอะไร หรือบางครั้งคนที่อยากได้เหล่านั้นอาจไม่ได้สนใจความมีอยู่ ของผู้ที่ต้องสูญเสียแม้สักน้อยนิด แม้ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะจบในแบบที่ธรรมะชนะอธรรม ซึ่งในโลกของเรา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแบบนี้ไม่บ่อยพอที่จะทำให้คนใจอธรรมกลับใจ

ทั้งภาพและสีของเรื่องนี้ทำได้ทั้งสวย และสมจริง จนแอบคิดอยากจะหนีจากโลกใบนี้ไปอยู่กับชาวนาวีให้มันรู้แล้วรู้รอด

อีกอย่างหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคือบทความเรื่อง “สายใยธรรมชาติ คือสายใยชีวิต” และเพลง “ชีวิตสัมพันธ์” ของคาราบาว ที่ฟังกี่ครั้งก็ซาบซึ้ง

แล้วทำไมจึงควรดู avatar ??

อาจจะเป็นเพราะว่า หนังอาจจะทำให้คุณอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ และสนใจเพื่อนร่วมจักรวาลมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งอาจจะทำให้ โลกใบนี้มีอายุยืนยาวขึ้น..กว่าที่อาจจะเป็น

avatar

I try to make you see me, please let me see you…

13 December
2Comments

ทำไมการอภัยโทษในบางประเทศดำเนินการรวดเร็วจัง!

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ว่า กษัตริย์ประเทษหนึ่ง ได้พระราชทานอภัยโทษให้ผู้ต้องหาชาวไทย ตามคำขอพระราชทานอภัยโทษจากครอบครัวและทนายความของผู้ต้องโทษ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ จึงตัดสินว่ามีความผิดจริงตามข้อหา ให้ลงโทษจำคุก 7 ปีและปรับเป็นเงิน 10 ล้านเรียล คิดเป็นเงินไทยประมาณ 80,000 กว่าบาท หลังจากยื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่อุทธรณ์ เลือกที่จะขอพระราชทานอภัยโทษแทน…แปลกดี..

และแล้วก็ได้รับอภัยโทษจากกษัตริย์ประเทศกัมพูชา โดยใช้ระยะเวลาการดำเนินการ 2 วัน

เมื่อพิจารณาขั้นตอนการขออภัยโทษของประเทศเรา จะต้องเริ่มเมื่อ ผู้ต้องโทษ  (โทษประหารชีวิต, จำคุก, กักขัง, ปรับ, ริบทรัพย์สิน)  ที่คดีถึงที่สุดแล้ว  และผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน  หรือกระทรวงมหาดไทย  หรือสำนักราชเลขาธิการ  หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต  หลังจากรับเรื่องแล้ว กรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำ/ทัณฑสถานที่ควบคุมผู้ต้องโทษ  จากนั้นจะเสนอความเห็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนาม เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล ฯ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักราชเลขาธิการ  เมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นไร  ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบและดำเนินการพร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้า ฯ ทราบ

ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลก เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าการละเว้นโทษให้กับผู้กระทำความผิด น่าจะจำเป็นต้องสืบสวนไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ และถ้าเป็นข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง ยิ่งน่าคิด

ไม่แน่นะคะ อาจเป็นเพราะว่าประเทศกัมพูชานำเอาหลักการบริหารภาครัฐแบบใหม่มาใช้ (New Public Management) จึงทำให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น

เอ้อ..วันก่อนๆ อ่านความเห็นนึงจาก facebook เค้าบอกว่า หนังบางเรื่อง ต้นทุนสร้างไม่เยอะ ก็ต้องตัดตอนให้จบเร็วๆ ให้มีฉากสำคัญๆ ก็พอ สร้างยาว ใช้งบเยอะ เดี๋ยวจะเจ๊ง..

อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องหนังกับเรื่องการอภัยโทษ กรณีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันนะคะ

10 December
4Comments

ทำไมครูกุ๊ก จึง น 13??

ช่วงนี้เป็นโรคอยากกลับบ้านเร็วทุกวันพุธ กับพฤหัส เพราะมีครูกุ๊กรออยู่ คิดว่าหลายคนอาจจะเป็นโรคเดียวกันอยู่ โชคดีนะคะที่ Y อายุมากกว่า 13 ปี (เคยอายุ 13 ปีเหมือนกันค่ะ แต่ผ่านมานานมากแล้ว) เลยเปิดดูครูกุ๊กได้โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองคอยแนะนำ  แล้วทำไมจึงควรมีผู้ปกครองแนะนำหละ???

เรื่องควรไม่ควรนี่ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนับสนุนการเผยแพร่โดย แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) เป็นองค์กรบริหารแผนงาน เค้าช่วยกันคิด..(รู้จักกันบ้างหรือเปล่าคะหน่วยงานพวกนี้)  โดยการระดมความเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาชน และกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศเป็นเวลากว่า 2 ปี เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อที่ไม่เหมาะสม ช่วยผู้ปกครองในการเลือกรับรายการโทรทัศน์ให้กับบุตร หลาน และกระตุ้นให้เกิดรายการโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์และมีคุณภาพมากขึ้น อืม..เหตุผลดูดีเนอะ

เอ้าหาสาระให้โพสนี้หน่อย เค้าบอกว่า เรตติ้ง (Rating) คือการจัดระดับความเหมาะสมและจัดการประเมินคุณภาพเนื้อหาของสื่อโทรทัศน์ โดยประกอบด้วยรายการประเภท

คือ รายการสำหรับเด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 3-5

คือ รายการสำหรับเด็ก อายุระหว่าง 6-13 ปี

คือ รายการที่เหมาะสำหรับทุกวัย

คือ รายการเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่

คือ รายการที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำแก่เด็กอายุระหว่าง 13-18 ปี เพราะมีภาพและภาษาที่ไม่เหมาะสม  ซึ่งก็คือเรตที่ครูกุ๊กของเราได้ ถ้าให้สันนิษฐานนะ เราว่าที่ผู้ใหญ่ต้องให้คำแนะนำกับเด็กอายุต่ำกว่า 13 เพราะกลัวว่า เด็กอาจจะเข้าใจผิดว่า หากได้เป็นดาราแล้วจะได้เจอผู้ชายหล่อๆ ดีๆ ทำอาหารแก่ง แบบพี่เคน หรืออาจจะเผลอเลียนแบบตัวละครร้ายๆ ในเรื่อง อย่างนายโรม หรือคุณหญิงแม่ และที่สำคัญ เด็กอาจเข้าใจผิดว่ามีผู้ชายหล่อๆ ดีๆ ทำอาหารเก่งๆ อยู่ในโลกนี้เยอะแยะ จนกลายมาเป็นละคร ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงควรแนะนำเด็กๆ ด่วนเลยค่ะ

เอ..สงสัยเหมือนกันว่าจะมีเด็กๆ อายุ ต่ำกว่า 13 ปีดูครูกุ๊กบ้างมั๊ยน้อ..แล้วถ้ามี เค้าจะมีผู้ปกครองแนะนำหรือเปล่าน้อออ..???

สูตรเสน่หา

น 13