do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

04 September
0Comments

ทำไมฝน ต้องคู่กับคนเหงา?

อ่านคำถามแล้วออกจะติดแนวโรแมนติก ซึ่งห่างไกลจากแนวที่เคยอ่านมาใน blog นี้ แต่พอดีมีพี่คนนึง ฝากให้ลองหาคำตอบเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กว่าจะนึกได้ก็ตอนเดินลุยน้ำ..ดำๆ..ตามข้างทาง เนื่องมาจากท่อตัน ระบายน้ำไม่ทัน ก็เค้าเพิ่งจะมาขุดลอกกันตอนหน้าฝน..เฮ้อ..ทำไมต้องมาขุดลอกท่อกันตอนนี้??(น่าจะเป็นหัวเรื่องที่ดีของตอนหน้า) กลายเป็นไม่โรแมนติกไปซะละ ..

กลับมาเข้าเรื่อง…ฝน และเหงา

มีเพลงหลายเพลง เขียนเกี่ยวกับฝน และความรัก ในขณะที่เพลงหลายเพลงกว่านั้น เกี่ยวกับฝน คนเหงา และเศร้า ในบางบริบทอาจมีน้ำตามาร่วมผสมโรง นั่นอาจเป็นเพราะการเอาฟ้า ฝน มาเชื่อมกับตัวเรา และน้ำตา… และการเชื่อมโยงจะลึกซึ่ง และชัดเจนยิ่งขึ้น หากเราอยู่คนเดียว และที่สำคัญ… มีปมในใจ

เคยฟังนักแต่งเพลงให้สัมภาษณ์ เค้าบอกว่ามันขึ้นอยู่กับอารมณ์ เพลงดีๆ บางเพลง ใช้เวลาแต่งแค่ 15 นาที เชื่อว่ามีหลายเพลงเกี่ยวกับฝนกำเนิดขึ้นในเพียงชั่วขณะแห่งความเหงาท่ามกลางเสียงฝน ชั่วขณะที่มีสมาธิ และมีจิตใจที่พริ้วไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัว เพราะสายฝน และเชื่อมต่อไปอีกว่า ช่วงเหงาๆ ช่วงนั้น จะต้องอยู่คนเดียวที่บ้าน หรือร้านกาแฟ เพราะหากตอนนั้นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ยืนรอรถในสภาพเปียกครึ่งท่อน หรือบนรถตู้ติดแหง็กอยู่บนทางด่วน คงสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน แต่เพลงที่ว่า อาจไม่ได้มีความเหงา ความเศร้า แบบโรแมนติกปนมาสักเท่าไหร่

เอ่อ ว่าแต่ ทำไมต้องเป็นเพลงเหงา เพลงเศร้าด้วย

อาจเป็นเพราะเวลาฝนตก คนส่วนใหญ่จะอยู่บ้าน ฟังเสียงฝนเสียงลม สัมผัสลมเย็นๆ ที่ปะทะผิว กลิ่นดิน กลิ่นฝน หรือบางครั้งเมขลา กับรามสูรก็ส่งฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มาฝากเราด้วย และหากไม่จำเป็นต้องเผชิญชะตากรรมบนท้องถนน คิดว่าหลายๆ คน คงอยากจะนอนกลิ้งพุงอยู่ที่บ้าน รื่นรมย์กับบรรรยากาศฝนตก

และเมื่ออยู่เงียบๆ เหงาๆ ว่างๆ บางคนก็เริ่มประมวลอดีตกลับมาคิดเล่นๆ ภาพอดีตบางภาพก็ชัด และผุดขื้นมาง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่สร้างความประทับใจที่เจ็บปวด จะฝังรากได้ลึก ไม่ต้องขุดก็สามารถผุดขึ้นมาแจ่มในใจได้เรื่อยๆ…แล้วภาพนั้นก็ย้อนกลับมา ย้อนกลับมา แล้วเจ้าของเรื่องราวก็จมลงไปในห้วงอดีตซึ่่งบางครั้งสร้างมาจากบ่อน้ำตา…อันนี้ท่าทางจะออกแนวเศร้า มากกว่าเหงานะเนี่ย

บางคนด้วยความไม่มีอะไรทำ ก็เริ่มจินตนาการว่า..เอ…ทำไมเราไม่มีใครซักคนมานั่งดูฝนเป็นเพื่อนกันนะ หรือเอ..จะทำอะไรดีเนี่ย..อยู่คนเดียว เปลี่ยวใจ จะโทรไปหาเพื่อนก็กลัวเพื่อนจะไม่เข้าใจความอ่อนไหว เดี๋ยวเพื่อนจะหาว่าเป็นตัวอาร์ต จะคุยกับพ่อแม่พี่น้องครับ ก็กลัวว่าเค้าจะเป็นห่วง ก็เลยอยู่เงียบๆ พอเงียบ แล้วก็เหงา บางคราว..ก็อาจจะอยากร้องไห้แบบตองภัครมัยก็เป็นไปได้

จะไม่ให้เพลงมันเศร้าและเหงาได้ยังไง ถ้าคนอารรมณ์แบบนี้

ฝน และคนเหงา

คงจะดีกว่า หากเรามีใครซักคน มาแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความโรแมนติก เปลี่ยงเพลงฝนแบบเหงาๆ เศร้าๆ ของเบิร์ดกะฮาร์ท เป็นเพลงรักอย่างเพลง rain ของบัวชมพู

และคงจะดียิ่งขึ้นไปอิก หากเราใช่ช่วงเวลาเหงาๆ เคล้าสายฝนที่ว่า ทบทวนตัวเอง หรือทำอะไรให้มีประโยชน์มากกว่าจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอก นางเอก มิวสิควิดีโอ..แล้วก็หม่นหมอง ประคองอารมณ์เศร้าต่อไป

เพราะเมื่อฝนหยุดตก หรือเมื่อเราตื่นจากภวังค์ความเปลี่ยวเหงาแล้ว .. การจินตการตัวเองวิ่งท่ามกลางสายฝน หรือนั่งเหม่อมองฝนข้างหน้าต่าง หรือร้องไห้อยู่ใต้ฝักบัวนั้น ไม่มีทางที่จะช่วยให้เราไม่เหงาเมื่อฝนตกลงมาอีกครั้ง

คล้ายๆ กับเล่นมิวสิควิดีโอ ที่เราเลือกจะเล่นเอง ทั้งๆที่ไม่มีคนจ้าง เลยไม่ได้ค่าตอบแทน

แล้วคุณ คิดว่าไงบ้างคะ?

03 September
0Comments

ทำไมบางทีเราอยากทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ?

เชื่อว่าคำถามนี้ เป็นคำถามที่เชื่อว่า หลายคน น่าจะเคยถามตัวเองอยู่ในเวลาที่สิ่งที่ต้องการจะทำ และสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือบางครั้งเลวร้ายกว่านั้น อาจจะสวนทางกัน

นักเรียนหลายคน อยากดูการ์ตูน เล่นหุ่นยนต์ เกมส์ออนไลน์ หรือ BB ทั้งๆ ยังไม่ได้ทำการบ้าน

นักศึกษาหลายคน อาจจะอยากออกไปเที่ยว เอาเงินที่พ่อแม่ส่งเสียมาให้เรียน ไปใช้ในการศึกษาภาคกลางคืน ทั้งๆ ที่จะต้องสอบในอีกไม่กี่วัน

พนักงานหลายคน อยากเล่น Facebook ปลูกผัก เลี้ยงปลา จีบกันไป จีบกันมา ในเวลางาน

คนน้ำหนักเกิน ที่ตั้งใจจะลดความอ้วน ก็อดไม่เคยได้ที่จะไม่กินข้าวขาหมู หรือทอดมันกุ้ง

บางคนก็ตื่นสาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าควรจะไปทำงานเช้า

หลายคน แอบรัก แอบชอบพี่เคน ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเค้ามีครอบครัวแล้ว – -” ณ จุดนี้..สะเทือนใจมาก

หรือบางครั้ง ชีวิตอาจจะเหมือนกับเพลงทั้ง ทั้งที่รู้ ของอัสนีย์ วสันต์ ที่ร้องว่า

เราก็เหมือนดังใครๆ อยากทำชีวิตดีๆ แต่มีบางครั้งคนเราก็ต้องจำใจ

ทั้งทั้งที่รู้อยู่ ก็ทั้งทั้งที่รู้อยู่อยู่เต็มหัวใจ จะลองทำไปสักครั้ง ทั้งทั้งที่รู้อยู่ ก็ทั้งทั้งที่รู้อยู่พอเข้าใจแต่แล้วมีทางอื่นไหมให้เราเลือกทำ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

การเลือกมันช่างยาก บางครั้งกว่าจะรู้ว่าเลือกทำในสิ่งที่ผิด หรือถูก จุดกลับรถก็เลยมาไกลในระยะทางที่ต้องเลือกระหว่างจะกลับรถ แล้วไปไม่ถึงไหน หรือไปถึงจุดหมายที่เราไม่ได้อยากให้มันเป็นปลายทาง
Hard_to_make_the_right_choice

หลายปีที่ผ่านมาของช่วงเข้าพรรษา จะมีการรณรงค์การงดเหล้าเข้าพรรษา อย่างครึกโครม เชื่อว่า หลายๆ คน อาจจะเคยมีความตั้งใจที่จะลด หรือกระทั่ง งด เพื่อฝึกตัวเอง และสั่งสมคุณงามความดี แต่หลายครั้งที่หลายคนอาจจะประสบความล้มเหลวในภารกิจดังกล่าว

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าน้องแอลไม่ดีต่อสุขภาพ หรือไม่รู้บาปบุญคุณโทษ แต่ส่วนใหญ่จะออกแนว อดไม่ได้ เสียไม่ได้ และตอนนั้นยังไม่ใกล้ตาย แล้วเลยอ้างข้างๆ คูๆ ว่าหากเราคิดว่ามันเป็นแค่น้ำ..มันก็เป็นแค่นั้น แล้วชักสีหน้าประหนึ่งว่าเป็นเสรีชนนับในลัทธิเซน ซึ่งอ๊วกก็ได้กระเซนออกจากปากในเวลาต่อมา แต่หากตอนนั้นใกล้ตายแล้ว คาดว่าอาจมีแนวโน้มที่จะหักห้ามใจได้มากขึ้นเล็กน้อย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การปรับให้ตัวเองไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ เหมือนจะง่ายกว่าการสร้างวินัยให้ทำให้สิ่งที่ควรจะทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการไม่ทำ สิ่งที่ทำคือหักห้ามใจ ในขณะที่การทำในสิ่งที่ควรจะทำ ต้องทั้งหักห้ามใจเอาเวลาที่ทำสิ่งที่ชอบทำ หรือทำมาเสียจนเคยชินและผลักดันตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่น่าสังเกตอีกครั้งว่า การกระทำในสิ่งที่เราไม่ควรกระทำส่วนใหญ่ เราจะหาเหตุผลก่อนกระทำให้ตัวเองไม่ได้ หรือไม่ได้ยั้งคิดว่าเราต้องการเหตุผลที่จะกระทำสิ่งเหล่านั้น ทว่าจะมาถนัดสร้างข้ออ้าง และข้อแก้ตัวให้ตัวเองในภายหลังจากที่ได้ลงมือทำไปแล้ว

หากไม่ได้ไตร่ตรองสิ่งที่จะทำอย่างถี่ถ้วน เพื่อเปิดโอกาสให้เหตุผลมาควบคุมอารมณ์ เราก็อาจพลั้งใจ อนุญาตให้ตัวเองทำในสิ่งที่ในอีกหนึ่งนาที่ หนึ่งวัน หรือหนึ่งปีต่อมา เราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สิ้นคิดเต็มประดา..เนื่องจากผลเมื่อชั่งผลของมันแล้ว ทำให้เรารู้สึกลบมากกว่ารู้สึกบวก แต่หากเราปล่อยตัว ปล่อยใจทำในสิ่งที่อยากทำมากกว่าสิ่งที่ควรทำอยู่เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ..น่าคิดเหมือนกัน ว่าเมื่อผ่านไปนานเข้า เราอาจจะเริ่มสับสนว่าอะไร เป็นอะไร

เขียนมาซะยืดยาว ข้อสรุปที่ได้เหมือนไม่ค่อยจะต่างจากตอนที่แล้ว นั่นก็คือคงเป็นเพราะ คนเรามีเหตุผลที่จะไม่มีเหตุผลได้เรื่อยๆ

หากถามว่า แล้วทำอย่างไร จะหลุดพ้นจากวงเวียนนี้.. ก็คงต้องย้ำิคิด ก่อนที่จะย้ำทำ ให้มากขึ้นกว่าเดิมหน่อย หรือไม่ก็ลองทำมันไปอีกสักครั้ง .. บางครั้งบทเรียนอาจจะแรงพอที่จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

01 September
0Comments

ทำไมไม่อัพบล็อก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้บล็อกดัง และประสบความสำเร็จ คือความต่อเนื่องในการอัพเดต เพื่อให้เกิดการเกาะติดสถานการณ์ … ท่าทาง yyy จะดังยากซะแล้ว

นับจากการอัพบล็อกครั้งสุดท้าย ผ่านไปหนึ่งเดือนพอดี กว่าจะคลอดหัวข้อนี้ออกมา ซึ่งแม้ว่าหัวข้ออาจดูไม่ค่อยหน้าสนใจเท่าไหร่ แต่เป็นหัวข้อที่อยากจะเขียน – -”

เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา วายได้ละครชุดอเมริกันเรื่องนึง (ดัดจริตพยายามใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง จะว่าให้คนเข้าใจคงต้องบอกว่าเป็นซีรี่ส์นั่นหละคะ) ชื่อเรื่อง Desperate Housewives – แม่บ้านหัวใจเปลี่ยว (ใครหนอช่างแปลได้เปลี่ยวใจดีแท้)

Desperate-housewivesY5

แม้ว่าชื่อเรื่องจะฟังเหมือนเป็นเรื่องราวแห่งความห่อเหี่ยวของชีวิตรักสุกงอมในครอบครัว ซึ่งอาจดูไม่ค่อยจรรโลงสังคมสักเท่าไหร่ แต่วายเห็นหากมองเรื่องนี้ในมุมกลับ นำข้อผิดพลาดของตัวละคร ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่เราเป็น หรือสิ่งที่กำลังประสบอยู่ ทั้งในชีวิตประจำวัน และชีวิตในครอบครัว น่าจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมให้คนดูนั้น เข้าใจตัวเอง ในขณะที่เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจคนอื่น และทำให้ความสัมพันธ์ที่มีกับใครๆๆๆ ดีขึ้นได้

ค่านิยมในการใช้ชีวิตของตัวละครเอกที่เป็นแม่บ้านหลายคน หลายแบบ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านพฤติกรรมที่แต่ละคนใช้รับมือกับมรสุมชีวิต ซึ่งแตกต่างไปตามประสบการณ์ซึ่งก่อร่างสร้างทัศนคติของแต่ละคนที่มีต่อโลก ทั้งชอบ และชัง ที่ทำให้แต่ละคนล้วนมีส่วนดี และส่วนชั่ว ส่วนเด่น และส่วนด้อย

ส่วนแห่งความไม่สมบูรณ์เหล่านี้หละที่สร้างนางเอกในเทพนิยายและนางเอกหนังไทยที่ทั้งหน้าตาดี และจิตใจงามขึ้นมา…

นอกจากปัญหาชีวิตครอบครัวที่สมจริง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตามอย่างมาก คือความสมจริงสมจัง ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และการแต่งหน้า เวลาเมาก็เละจริง เวลาป่วยก็ดูป่วยจริง เวลานอน หรือเวลาตื่น ก็ดูสมจริงสมจัง ซึ่งต่างจากหนังไทย แม้เวลาจะนอน ตาก็ยังเด้ง ปากก็ยังฉ่ำอยู่

ดูหนังชุดนี้จบแล้วก็ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตมากขึ้น

หากคุณอยากเข้าใจคน หนังเรื่องนี้น่าจะช่วยทำให้คุณสามารถเข้าใจคนได้เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง และอาจจะเข้าใจในขั้นที่เริ่มเบื่อหน่ายที่จะทำความความเข้าใจให้มากความ อย่างคำที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒศัย มาบอกคุณด้วยว่า อย่าได้พยายามเข้าใจคน เพราะขนาดเราเอง ยังไม่เข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่ และคน มีเหตุผลที่จะไม่มีเหตุผล..เสมอๆ จริงมั๊ยคะคุณ

แม้ว่าการทำความเข้าใจคน จะต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล และอาจไม่ได้มีความคุ้มค่าหากวัดกันเป็นตัวเงิน แต่วายเองก็เชื่อว่า การเข้าใจคนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งในแง่ที่ทำให้เราสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีต่อคนๆ นั้นได้มากขึ้น หรือป็นไปในทิศทางที่เราต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ หากเราเชื่อว่าเข้าใจคนๆ และใช้ความเข้าใจ มาคาดการณ์การกระทำ อาจทำให้เราผิดหวัง และเสียใจได้เช่นกัน

ว่างๆ ลองไปหามาดูกันซักตอนสองตอนนะคะ เมื่อดูแล้ว วายก็หวังว่าคุณๆ จะเข้าใจ ว่าทำไมวายไม่อัพบล็อก

30 July
6Comments

ทำไมเด็กๆ ต้องเรียนพิเศษ??

เรียนพิเศษ

เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็กในเมือง คงคุ้นเคยกันดีกับการเรียนพิเศษ ผู้เขียนเองก็เคยเป็นเด็ก และเคยเรียนพิเศษกับใครๆ เพื่อน จำได้ว่าเริ่มเรียนพิเศษอย่างจริงจังตอนอยู่ ม. 5 เนื่องจากจะต้องสอบเอนทรานซ์จึงต้องออกระหกระเหินจากบ้านในวันสุดสัปดาห์อันแสนสุขเพื่อหาความรู้มาทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆ และยกระดับเกรด ซึ่งตอนนั้นส่อถึงระดับสติปัญญาที่ต่ำน้อยกว่าค่าเกรดเฉลี่ยที่ผู้ปกครองยอมรับได้

จากที่เคยมีวันหยุดอยู่บ้าน ก็ต้องตกระกำลำบาก เดินทางไปเรียนพิเศษ แต่เช้าจดเย็น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทรมานพอสมควร และสงสัยมากว่า..ถ้าเกิดตายตอนนั้นขึ้นมาเนี่ย..ยมบาลถามว่าเคยทำไรมาบ้าง คงจำได้แต่เรื่องเรียนพิเศษ -*- ทั้งคณิต เคมี ฟิสิกส์ ซึ่งทุกวันนี้ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ส่วนไหนของซอกสมอง(ที่ทั้งเล็กและเรียบอย่างมาก)

หลังจากที่เข้ามหาลัยได้ ชีวิตก็เป็นอิสรีะจากการเรียนพิเศษ…. และรู้สึกว่า ตอน ม.5 ไม่น่าจะเสียเวลาเรียนพิเศษวิชาเหล่านั้นเพราะไม่ค่อยจะมีประโยชน์กับการเรียนคณะที่เลือกเข้าเรียนในมหาลัย ก็เรียนเผื่อๆ ไว้..บังเอิญว่าเผื่อไว้เยอะไปหน่อย และได้พบว่าสูตรคำนวณหาค่า ต่างๆๆๆๆ หรือการแก้สมการ 9 ชั้น ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในวิชาเรียนแม้แต่น้อย หากรู้อย่างนี้เสียตั้งแต่ทีแรก คงเอาเวลาติวโจทย์ไปเล่นเฟสบุค ท่าจะเม้นท์ได้เป็นหมื่นๆ ครั้ง ปลูกผักขายรวยเป็นมหาเศรษฐี .. แล้วก็ลืม และเรียนมหาลัยภายใต้สายลมและแสงแดด..ต่อไป ต่อๆ ไป

จนวันหนึ่งได้พบว่าตัวเองกลายเป็นครูสอนพิเศษซะแล้ว…และคำถามก็กลับมา..ให้ใช้เวลาหาคำตอบอีกครั้งหนึ่ง

ชั้นเรียนที่สอน จะเป็นวันเสาร์ และอาทิตย์ค่ะ ชั้นเรียนเป็นเด็ก เด็กสุดที่เคยสอนอายุซัก 3 ขวบได้มั้งคะ ส่วนโตที่สุดตอนนี้ก็ประมาณ 15 ปี เด็กพวกนี้จำเป็นต้องเรียนพิเศษด้วยเหรอเนี่ย????

เด็กบางคนต้องดูดนมขวดอยู่เลย หรือว่าพ่อแม่ไม่มีอะไรจะให้ลูกทำแล้ว? เนื่องจากสมัยนี้หลายครัวเรือนมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งเครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น แถมยังมีแรงงานทั้งคนไทย และต่างชาติราคาถูกรอให้ผู้มีอันจะรับประทานจ้างมาผ่อนแรง ทำให้เด็กๆ หลายๆ คนไม่จำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานบ้านอีกต่อไป แต่ในกรณีนี้ เด็กน้อยกับนมขวดคงไม่เข้าข่าย

หรือว่าพ่อแม่อยากให้ลูกเรียนเก่ง..มันแน่นอนอยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องอยากให้ลูกตัวเองเรียนเก่งกว่าใครๆ ถ้าเรียนเท่าคนอื่นจะเก่งเป็นพิเศษได้อย่างไร ดังนั้น..จึงส่งลูกมาเรียนพิเศษ แต่ทั้งนี้ความเก่งบางครั้งก็เกี่ยวกับความฉลาด และความฉลาด อาจจะไม่ได้สร้างจากการเรียนพิเศษ เพราะการเรียนทำให้มีความรู้ ส่วนความฉลาดนั้นคล้ายกับการมองเห็น การสอนให้มองก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การมองเห็นคงสอนได้ลำบาก และความเก่ง หรือความฉลาดที่พ่อแม่ปรารถนา ก็หาใช่สิ่งรับประกันความสุขในอนาคตของลูกไม่…

อาจจะเป็นเพราะว่าเรียนที่โรงเรียนไม่รู้เรื่อง เกรดแย่ สอบกลางภาคตก ทำการบ้านไม่ได้ ต้องการแนวข้อสอบ กรณีนี้ผู้เขียนเคยเป็น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสติไม่มี ปัญญาไม่ถึง หรือคุณภาพในการถ่ายทอดไม่แรงพอที่จะซัดความรู้เข้ากะโหลกหนาๆ ก็ไม่รู้ เรียนทีไรก็เหนื่อย ครูพูดเรื่องสูตรก็ง่วง ถึงเวลามีโจทย์ยากมาทีไรอยากจะหายตัวไปจากห้องเรียนทู๊กกกกกกกกกที การเรียนพิเศษจึงกลายเป็นที่พึ่งของนักเรียน และผู้ปกครองฝากความหวังว่าผลการเรียน และผลการสอบแข่งขันจะดีขึ้นเพราะความพิเศษของการเรียนพิเศษ…แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูก หรือครู จะไม่มีพฤติกรรมแบบที่เรียนในชั้นธรรมดา? และถ้าหากพฤติกรรมผู้เรียนเหมือนเดิม และผู้สอนไม่ต่างจากเดิม…หากผลที่ได้ต่างจากเดิม คาดว่าผลที่ต่างนั้น เกิดมากจากปฏิหาริย์..ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการเรียน พิเศษ หรือไม่พิเศษ

และเมื่อไม่นานมานี้ วายก็ได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งในวงเวียนแห่งความพิเศษอีกครั้ง ทำให้ได้พบว่า..

เด็กบางคน..เรียนตามเพื่อน ตามกระแส ออกแนวคล้ายๆ การดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมของผู้ใหญ่ไร้สติมีสตังค์ทั้งหลาย เรียนไปงั้นๆ เสาร์อาทิตย์จะได้ไปเจอเพื่อน..อ้าว..ผู้ปกครองลองเชคดู ไม่แน่ลูกท่านอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ นอกจากตัดรำคาญแล้ว ไม่แน่ใจว่าการเรียนพิเศษจะฉุดสติปัญญาขึ้นมาจากเหวได้แค่ไหน เพราะตั้งแต่เริ่มตัดสินใจไปเรียนก็ไม่ได้เกี่ยวกับความต้องการเพิ่มสติปัญญาแล้ว

บ้านบางหลัง ไม่ค่อยมีคนอยู่ การให้เด็กไปเรียนพิเศษ ซึ่งคงดีกว่าการปล่อยให้แกร่วอยู่บ้านคนเดียว? เด็กบ้างคนจึงต้องเรียนพิเศษทั้งเสาร์ ทั้งอาทิตย์ หากหนึ่งสัปดาห์มีมากกว่า 7 วัน เชื่อเถอะว่าอีกวันที่งอกออกมา ก็คงเป็นวันสำหรับการเรียนพิเศษแน่ๆ

นอกจากนี้ โรงเรียนสอนพิเศษบางแห่ง มีสิ่งจูงใจให้เด็กอยากไปเรียนพิเศษ เช่น ห้องแลบเรียนภาษาอังกฤษ ที่เด็กสามารถใช้ แชท เล่นเกม หรือดูหนัง ดูทีวี ผ่านทางอินเตอร์เนตได้ เอ..ตกลงว่าไปเรียนพิเศษ หรือเล่นพิเศษหละเนี่ย???

สิ่งที่รู้แน่ๆ เกี่ยวกับเรื่องเรียนพิเศษคือ คนเรียนเสียตังค์ คนสอนได้ตังค์ ทั้งสองฝ่ายเสียเวลา เนื่องจากการเรียนธรรมดาๆ ไม่พอ

ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเป็นครูสอนพิเศษ หากคุณมีโอกาสเรียนพิเศษ หรือให้ลูก เรียนพิเศษ ขอให้ท่านภูมิใจได้เลยว่า ท่านได้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับนักสอนพิเศษ ในขณะที่ท่านได้พรากเวลา และโอกาส การใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อที่จะมาอยู่กับชั่วโมงพิเศษสุดเช่นการเรียนพิเศษ

การเรียนพิเศษ จะพิเศษ เมื่อทำให้มันเป็นสิ่งพิเศษ แต่หากชีวิตเด็กธรรมดา ได้มีวันเสาร์ อาทิตย์ เป็นวันพิเศษที่จะได้อยู่กับครอบครัว ทำงานบ้าง ฝึกความรับผิดชอบ หรือทำสิ่งพิเศษที่ต่างจากวันธรรมดาที่ต้องเอาหัวจุ่มตำรา คงจะวิเศษไม่น้อยเลย…

ไม่มีวันหยุด

21 July
2Comments

ทำไมต้องแบน “ขอโทษประเทศไทย”??

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับ e-mail จากเพื่อน ส่ง link ของโฆษณาที่บอกว่าโดนแบน ไม่ให้ออกอากาศมาให้ดู พอดูแล้วก็สงสัยว่า..เอ..ถูกแบนจริงเหรอ?? และถ้าถูกแบนจริง ทำไมถึงถูกแบน?? โฆษณาบางอย่างที่ออกอากาศอยู่ทุกวันนี้หลายตัว ควรจะถูกแบนมากกว่ายังมีอยู่ตั้งเยอะแยะ

เอ้า..ถ้าใครยังไม่ได้ดู ลองมาดูกัน แล้วบอกด้วยว่าเห็นเหมือนกันหรือป่าว

แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อคณะกรรมการคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ (กกช.) ผู้ทรงปัญญาเหนือคนไทย ท่านเห็นว่าภาพบางภาพไม่เหมาะสม และขัดต่อกฎหมาย อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยก…ถ้าแค่โฆษณาเรื่องเดียวทำได้ขนาดนั้น..คิดว่าไม่นาน คงมีชาติใหม่สถาปนาเพียบเลยนะคะ

ประโยคส่วนใหญ่ของโฆษณานี้ล้วนเป็นคำถามให้คนดูได้ “คิด” ซึ่งอาจจะคิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามวิสัยของแต่ละบุคคล..เอหรือว่า เค้ากลัวว่าเราจะคิดมาก แล้วเครียด..สงสัยจะไม่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองเป็นแน่แท้

ส่วนภาพที่ใช้สื่อ ถามว่า รุนแรงกว่า รายการตลกยอดนิยมมั๊ย? ตบตีเสียงดังกว่าละครหลังข่าวหรือไม่ โป๊เปลือย อนาจารกว่าหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งวันเสาร์อาทิตย์เลยหรือ..รึว่ากล่าวหา ใคร ใคร ใคร มากกว่าสิ่งที่เขาได้ทำ และไม่ได้ทำ (เขาในที่นี้อาจหมายถึง ทหาร ตำรวจ นักการเมือง หรือใครก็ได้..ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงใครนะคะ ไม่ขออ้างถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงมากเกินกว่าเหตุ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือการทุจริตคอรัปชั่นด้วยค่ะ) ใครตอบว่าใช่..จะขอถามต่อว่าเป็นคนประเทศอะไร??

ประโยคบอกเล่า ของโฆษณานี้ เป็นประโยคบอกเล่าแบบมีเงื่อนไข ที่บอกว่า

ถ้าจะต้องมีคนผิดก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด…ขอโทษประเทศไทย
และถ้าจะต้องแก้ไข..ก็คงต้องเป็นเราคนไทยที่ลุกขึ้นมาแก้
จดจำความสูญเสียไว้ในใจแล้วเปลี่ยนให้เป็นพลัง…

หากคิดว่าไม่ต้องมีคนผิด ไม่ต้องแก้ไข..ก็ให้มันแล้วไปละกันเนอะ… หรือจะไม่คิดอะไร แล้วเอาเวลาไปช๊อปปิ้งให้รอยยิ้มกลับคืนมาก็น่าจะดีนะคะ..

เย็นวันนี้เพิ่งดูละครหลังข่าว เพื่อประเทืองปันยา แต่ไม่ขอบอกว่าช่องไหนเพราะไม่อยากโดนแบน (เนื่องจากเสียดายต้นทุนที่สู้อุตส่าห์เขียนบ่นความมาหลายเรื่อง) มีประโยคเด็ดที่นางเอกชอบพูดม๊าก..มาก..เธอบอกว่า “ของอย่างงี้นะ..ไม่สวยไม่เริ่ด ทำไม่ได้หรอกจ๊ะ” ..เอ่อ.. ทีอย่างงี้เค้าไม่เห็นจะแบนเลย ทำให้คนดูเข้าใจผิดชัดๆ กลัวจริงๆ เลยค่ะ ว่ามันจะลุกลามสร้างความเสียหาย ทำให้ประเทศชาติล่มจม เพราะคนลืมคิดว่าที่นางเอกพูด..มันเป็นเหตุเป็นผลกัน..ซะเมื่อไหร่เล่าคะ…