do you know Y?

ทำไมต้องทำไม?

01 January
0Comments

ปีใหม่..? คนเก่า..?

มากมายหลายกระแสเกี่ยวกับโลกแตก .. เมื่อเดือนพฤษภาโน้นน นักวิทยาศาสตร์ออกมาบอกว่าไม่มีร๊อกเรื่องเหลวไหลโลกแตก                                                                                               ( http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274849697&catid=no )

แล้วพอใกล้วันโลกจะแหลก ก็มีข่าว มากมาย

ข่าวที่บอกว่าโลกจะแตก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355109963&grpid=&catid=19&subcatid=1904

ทั้งข่าวที่บอกว่าโลกจะไม่แตก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355027166&grpid=&catid=06&subcatid=0600

คอนเฟิร์มว่าโลกจะไม่แตก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355288734&grpid=&catid=09&subcatid=0905

บทความที่บอกว่าต้องพิสูจน์ความจริง http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355197225&grpid=&catid=19&subcatid=1904

แล้วข่าวหน้าหนึ่งก็เป็นข่าว ไปทำบุญก่อนวันโลกแตก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355193801&grpid=&catid=19&subcatid=1904 ประโยคที่เด็ดสุดของข่าวนี้ (คนอื่นอาจจะบอกว่าเฉยๆ แต่โดยส่วนตัวชอบมาก) คือ

ประเทศไทยมีพระสยามเทวาธิราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ปกป้องคุ้มภัย ดังนั้นเชื่อว่าโลกจะไม่แตก

แล้วก็

ตั้งใจที่จะมากราบขอพรองค์พระบรมธาตุให้ปกปักรักษาตน ครอบครัวและชาวโลกให้อยู่นานๆ เนื่องจากมีข่าวว่าโลกจะแตก ต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มากๆ โดยจะไปทุกวัด บอกกล่าวแบบเดิมเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้เหมือนๆ กัน

cool มาก

กลับมาเรื่องโลกแตก จำได้ว่า คืน วันที่ 31 ธ.ค. 1999 ถึงกับต้องโทสั่งเสียคนโน้น คนนี้ให้วุ่ยวาย ถึงตอนนั้นจะเป็นวัยรุ่น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโล่เสียสติเกี่ยวกับเรื่องโลกแตกนะคะ อย่าเข้าใจผิด ที่ทำไปอย่างงั้น เพราะเชื่อว่า โลก มีเกิด ซักวันก็คงต้องถึงกาลแตกดับ ไม่วันนี้ก็วันไหนซักวัน ไม่โลกก็เรา ไม่เราก็โลก ไม่มีอะไรที่จะอยู่ตลอดไป ดังนั้น สั่งเสียไว้ก่อนก็ไม่เสียหลาย ซ้ำนี่ยังเป็นโอกาสดี ที่จะได้พูดคำดี ๆ กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เรามีความปรารถนาดีด้วย

ส่วนเรื่องโลกแตกระลอกนี้ ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินแว่วๆ แต่ไม่ได้สนใจติดตามมากมาย เพราะถ้ามันแตกขึ้นมา ก็ไม่รู้จะทำยังไงอยู่ดี ไอ้สิ่งที่อยากจะทำก่อนโลกแตกมันก็เยอะจนไม่รู้จะทำอะไรก่อน ก็เลยปล่อยมันเลยตามเลย

เคราะห์ดี(หรือเคราะห์ร้ายไม่แน่ใจ) โลกไม่แตก เราเลยต้องฉลองให้กับอะไรซักอย่าง ตั้งแต่เล็กจนโต ยังไม่ค่อยรู้สึกว่าวันที่ 31 ธ.ค. กับ 1 ม.ค. ต่างกันชัดเจนอะไรขนาดนั้น ซ้ำร้าย ทั้งสองวันล้วนเป็นวันหยุดเหมือนกัน ไม่เข้าใจแม่ และคุณครู ชอบบอกว่า ปีใหม่ให้เป็นคนใหม่ … แต่ส่วนใหญ่พอวันที่ 2 ก็ลืมคำแนะนำเหล่านั้นไปหมด

แต่จากที่ Spielberg บอกว่า คนเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ All of us every single year, we’re a different person. I don’t think we’re the same person all our lives.

ดังนั้นต่อให้ลืมที่จะตั้งใจกลับตัวเป็นคนใหม่ยังไง ก็ยังกลายเป็นคนใหม่อยู่ดี แต่จะได้ดั่งใจพ่อแม่ ครูบาอาจารย์หรือไม่ อันนี้อาจจะเป็นอีกเรื่องนึง เพราะเราก็เปลี่ยนกันทั้งนัันหละคะ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนเพราะตั้งใจจะเปลี่ยน หรือแค่ปล่อยให้ตัวเองเปลี่ยนไปตามยถากรรม

เรื่องเป็นคนใหม่นี่ก็เรื่องนึง ส่วนเรื่องฉลองปีใหม่ก็เรื่องนึง ตอนเป็นเด็กที่ไม่เล็กมาก มักจะขอพ่อแม่ให้ได้อยู่จนข้ามคืน จะได้เริ่มฉลองแสงแรกของปี แต่พอโตขึ้น เอาเป็นว่าหลังๆมานี้ ก็มีความคิดและการกระทำที่สวนทางกันมาก จากเดิมที่ขออยู่จนดึก กลายเป็น ถ้ามันไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวกลับไปนอนได้ม๊าาาา

สังขารมันไม่เที่ยงจริงๆ นะคะท่านผู้ช๊มมม

นอกจากการนับถอยหลังที่เราพยายามอธิษฐานให้โลกเปลี่ยนเพื่อเรา อีกอย่างนึงที่คนชอบทำช่วงปีใหม่ คือ วางแผนว่าปีนี้จะทำอะไรใหม่ๆ บ้าง วายทำประจำหละคะ เพราะเป็นพวกชอบตั้งเป้าหมาย กลัวคนเค้าจะว่าดีแต่อธิษฐาน ชีวิตนี้ไม่คิดจะทำอะไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะสำเร็จหละคะ อย่างปีที่แล้วก็ตั้งใจว่าจะหาความรู้ใส่ตัว จะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฯลฯ ปรากฏว่าไม่ใกล้ความจริงซักอย่าง ซึ่งน่าจะหนักไปทางไม่พยายาม และรักสบายเสียมากกว่าเป็นเพราะตั้งเป้าเอาไว้สูงเกินไป วินัยสร้างได้..แต่สำหรับวายมันสร้างยากมากจริงๆ

แล้วมิตรรักแฟนเพลงที่รักเป็นยังไงบ้างคะ ทำอะไรให้ตัวเองหรือโลกใบนี้ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า

สวัสดีปีใหม่และขอให้ทุกคนเป็นคนที่ดีสำหรับปีนี้ค่ะ

25 September
0Comments

Finally, we all die…

Recently, I have lost my sister… she died of cancer when she was 31 years old…I have learned a lot from her and that might be good if I can share something here with all my readers.

Last 3 years I met one bigger sister who joined the training program called “Young Leader”.  She was smart, kind and energetic.  She always devoted herself in group activities.  At first, I had no clue that she had cancer since she was active until one day we went to onsen together then she shared some part of her life with me and other sister who stayed in same home.

Cancer informed her that her life won’t be as long as other people lives who don’t have cancer.  it reminded that she should spend her life worth living.. and she really did so..

She work hard and play hard.. She smiled a lot and she was nice to everybody..

I know only the day that I was born but not the day that I will die.. it’s pathetic but true that every time I ask myself if I am ready to die.. I reply no. I spend my live very extravagantly. I stay up late at night then wake up late and spend the whole day doing nothing..

I care the people who don’t care about me while I spend so little time with my family… I realize that but I haven’t changed much..

why???

because when I am wasting my time with nonsense stuff or nonsense people, I always forget that one day, I’ ll die…

all my beloved readers..one day you all will die too…

unfortunately, we can’t escape from death… all we can do is just being prepared for that day.. the day that will certainly reach us, we just don’t know when.

Finally, we all die…

No matter how good or bad we are..

We have to leave everything behind..

No matter how much people love us..

No matter how much people hate us..

we all die..

let’s live our lives in the way that we can love ourselves..and have no regret when the final day comes chase us..

Rest in peace my sister.. I will remember how you lived…

06 August
0Comments

ค่าโง่

ในการประชุม LINE กับเหล่าเพื่อนสาว มีเพื่อนคนหนึ่งบอกเล่าเก้าสิบให้ฟังเรื่องค่าโง่ที่เธอจ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยวเสียมเรียบเมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา คาโง่ครั้งนี้ สนนราคาอยู่ที่ 100 ดอลล่าห์ ซึ่งตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 3,000 กว่าบาท ซึ่งสามารถนำไปลงเรียนเสริมสวย หรือเย็บผ้าหลักสูตรเร่งรัดได้สักหลักสูตรหนึ่ง ประมาณนั้น

เรื่องมีอยู่ว่า เธอต้องการจะซื้อของที่มีคนเร่ขายตามข้างทาง เมื่อตกลงราคาลงตัวที่ 2 ดอลล่าห์ เธอก็ควักธนบัตรสีเขียวส่งให้สองใบเป็นค่าเสียหาย พร้อมๆ กับได้รับของกลับมาด้วยความรวดเร็ว เมื่อกำลังจะก้าวหันหลังจากคนขาย เธอก็เอะใจว่า แบงค์สีเขียวที่ยื่นให้นั้นมันราคา 1 ดอลล่าห์ หรือ 100 ดอลล่าห์กันแน่ เลยควักกระเป๋าสตางค์ออกมาเชค ปรากฏว่า ธนบัตร 100 ดอลล่าห์ที่เคยมีในกระเป๋าได้หายไปเสียแล้ว ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า เธอได้จ่ายเงินค่าสินค้าที่ตกลงราคาไว้ที่ 2 ดอลลาห์ ไป

พอคิดได้ดังนั้น เธอก็หันควับกลับไปยัง จุดจ่ายค่าเสียหาย ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก พ่อค้าที่น่ารักก็บอกมาว่า u give me one dollar and one dollar แล้วก็โชว์ความบริสุทธิ์ด้วยการเปิดกระเป๋าให้ดูว่าตูไม่มีแบงค์ร้อยในกระเป๋านะเฟ้ย

หากจินตนาการตามความรู้สึกของเพื่อนสาวของวาย คงคล้ายๆ กับโดนชกแบบยังไม่ได้ตั้งการ์ด ทั้งเจ็บระคนจุก จะต่อยคืนก็เห็นทีจะไม่ได้ อยู่ในจังหวะที่ต้องจำใจรับสภาพ อยู่กับความสงสัยว่าเงินชั้นหายไปไหน 100 ดอล ชั้นหยิบผิด เพราะเลินเล่อ ไม่ได้ดู หรือว่ามันร่วงหล่นหายไปอยู่ที่ไหน

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร เธอก็ได้จ่ายค่าโง่ไปแล้ว 100 ดอลล่าห์สหรัฐ

ค่าโง่ เป็นค่าใช้จ่ายประจำวันที่คนโง่มากจ่ายบ่อย คนโง่น้อย นานๆ จ่ายที ทั้งนี้การจ่ายค่าโง่ ไม่มีการรับรองผลว่าหากจ่ายมากขึ้น แล้วจะโง่น้อยลงแต่อย่างไร ที่พูดแบบนี้เพราะวายเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนคอร์สเลิกโง่หรือจ่ายค่าโง่เป็นประจำ แต่ก็เรียนรู้จากคอร์สที่ลงทะเบียนเรียนได้ไม่มาก เลยต้องจ่ายซ้ำซากอยู่ร่ำไป

ทั้งนี้ หากเราระมัดระวังมากขึ้น ไตร่ตรองอะไรให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และผู้อื่นให้มากขึ้น ก็คงน่าเชื่อได้ว่า ค่าโง่ หรือค่าเสียโอกาสที่เกิดจากการตัดสินใจในทางเลือกที่ยังไม่ดีที่สุด น่าจะลดลงไปได้บ้าง

อย่างที่ไอน์ไตน์บอกว่า การเรียนรู้นั้นคือประสบการณ์ ส่วนสิ่งอื่นๆ นั้นมันเป็นเพียงแค่ข้อมูล  “Learning is experience. Everything else is just information.” หวังว่าผู้อ่านจะได้เรียนรู้จากการอ่านเรื่องนี้บ้าง เผื่อจะได้ประหยัดค่าโง่ที่ต้องจ่ายในชีวิต ด้วยรัก และปรารถนาดีมาก จากคนโง่ คนหนึ่งค่ะ

02 August
0Comments

เขื่อนแม่วงก์ : สมการคนละชุด สู่จุดจบเดียวกัน (ตอนที่ 1)

หลังจากห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนานเกือบครึ่งปี หลายคนอาจจะคิดว่าวายล้มหายตายจากไปแล้ว หรือไม่ก็คงจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะเบียนบ่นความประจานความน้อยนิดของสติปัญญาตัวเองให้สาธารณะสามารถเข้าถึงได้ไปแล้ว…ยังหรอกค่ะ อย่าเพิ่งดีใจไป แค่หลบไปอยู่กับความยุ่ง และความขี้เกียจในชีวิตเท่านั้นเอง..หึหึ

ประเทศไทย เป็นเมืองท่องเที่ยว มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่วายต้องยอมรับเลยว่า ยังเที่ยวในประเทศไทยไม่ครบทุกจังหวัด..หวังว่าหากชีวิตไม่สั้นจนเกินไป จะพยายามเที่ยวให้ครบทุกจังหวัดให้ได้

ในช่วงหยุด 4 วันที่กำลังจะมาถึงในชั่วข้ามคืน วายจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

ตามไปดูสิ่งที่หน้าเวบของอุทยานบรรยายไว้ว่า “พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ”  ในขณะที่่กลุ่มผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อนบอกว่า พื้นที่ป่าที่จะสร้างเขื่อนนั้นเป็นเพียงป่าเสื่อมโทรม

หลังจากที่มีการนำเรื่ืองการสร้างเขื่อนแม่วงก์เข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาล ก็มีกระแสต้าน และกระแสหนุนเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐมีประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุน และเป็นเหมือนหลายๆ โครงการของรัฐที่มีคนจากหลายกลุ่ม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจน ต่อต้านการสร้างเขื่อนที่กำลังจะเกิดขึ้น

สมการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนในครั้งนี้

กรมชลประทาน

การจัดการน้ำ = การสร้างเขื่อน = 13,000 ล้านบาท =???

มีความพยายามที่จะสร้างเขื่อนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532  เรื่อยมา โดยการนำเหตุผลเรื่องการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรมาเป็นข้ออ้าง แนวทางการจัดการน้ำของกรมชลในกรณีนี้มีทางเลือกให้ประชาชนและรัฐบาลเพียง 2 อย่าง คือจะสร้างเขื่อนตรงนั้น หรือจะสร้างเขื่อนตรงนี้ เยี่ยมไปเลยนะคะท่านผู้ชม

ประชาชนผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อน

สร้างเขื่อน = น้ำไม่ท่วม, ไม่สร้างเขื่อน = น้ำท่วม

เนื่องจากมีปัญหาอุทกภัยและปัญหาการใช้นำ้เพื่อการเกษตรตามที่กรมชลกล่าวอ้าง และเป็นที่น่าเชื่อว่า ปัญหาที่ประชาชนประสบดังกล่าว ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการจัดการน้ำ วิธีอื่นๆ โดยกรมชล ดังนั้น เมื่อยังไม่มีการสร้างเขื่อน ปัญเลยยังไม่ได้รับการแ้ก้ไข นี่ถ้าหากวายเป็นคนแถวนั้น อาจจะสนับสนุนการสร้างเขื่อนแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลยก็เป็นไปได้

NGO และกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน

สร้างเขื่อน = ทำลายป่า

มีการอ้างผลการคำนวณว่า การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะไม่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง เนื่องจาก เป็นเพียงเขื่อนขนาดเล็ก และรับน้ำได้เพียง 1% ของน้ำที่ท่วมกรุงเทพในปี 2554 พื้นที่น้ำเท่วมเดิมซึ่งจะได้รับผลกระทบทางบวกจากการสร้างเขื่อนนั้น ความเสียหายจะลดลง เพียง 25% เท่านั้น กล่าวคือ จากเคยท่วม 7 วัน อาจจะเที่ยวเพียง 5 วัน จากเคยท่วมเมตรกว่า ก็ท่วมแค่ 0.75 เมตร นอกจากนี้ รายงานทั้งหลาย ที่วัดความคุ้มค่า ก็เป็นเพียงรายงานที่ “สร้าง” ขึ้น เพื่อสร้างเขื่อนเท่านั้นเอง พอรู้อย่างงี้แล้ว คนที่บ้านน้ำไม่ท่วมเพราะไม่มีเขื่อนคนไหนอยากจะให้สร้างเขื่อน ก็ออกจะแปลกคนอยู่บ้างเล็กน้อยนะคะ?

ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งในกรณีนี้ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่จะได้รับผลดีจากเขื่อน กรมชลประทานซึ่งจะได้งบ 13,000 ล้านไปบริหารจัดการ หรือ NGOs ที่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่เชื่อว่าเขื่อนนี้จะดีกว่าต้นไม้ แต่สุดท้ายแล้ว เราทุกคน ซึ่งหมายรวมถึงดิฉัน และท่านผู้อ่าน กำลังจะได้เขื่อนมา 1 เขื่อน ใน 8 ปีข้างหน้า โดยไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรับ หรือไม่รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในครั้งนี้

การท่องเที่ยวในครั้งนี้ จึงเป็นการท่องเที่ยวในเชิงการหาคำตอบ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น ตามสันดานชอบเสือกเรื่องชาว ไว้ได้เรื่องมาว่ายังไงจะมาเล่าต่อตอนหน้านะคะ

11 March
0Comments

East Japan Earthquake, 1 year in my memory

In one fine Friday afternoon of March, I was about to watch movie then the earth strongly shook so my movie program was cancelled and my life was changed unexpectedly and considerably.

It was the biggest earthquake in my life. Myself was shaken because of shaky earth and my trembling heart. Thank you to all my dear friends who were with me and helped me went through that super anxious moment.

Few days after the massive quake, Tokyo turned to be the gloomy capital cities. I worried about my own life when the shelves of drink and fresh food in super market had gone empty then many of my friends started going back to their home countries.

Compared to some people, my life at that time seemed to be hard but when I learned about people in Tohoku area, the obstacles that I faced should be bearable and I should express no dissatisfaction.

After watching videos and reading articles about what people in Tohoku area had faced and were facing with and many times I found my face full of tears.

The stories of losses, the stories of heroes, the stories of resilience brought me tears and valuable life lessons.

Losing the love one is the tragedy for the survivor.

Being strong, not giving up and trying to get back to normal is example of gain from pain.

Risking one self to save the others is another way to live beyond life.

Atsushi Koizumi, the first person I know that went to Tohoku region very soon after the great earthquake make me ask myself many question about many things.

eventually, during golden week(time between last week of April and first week of May), I decided to go to join TIEC volunteer group, heading to Tohoku region and stay there for one week.

Through my own eyes, I realized how powerful the nature can be… and I know that I will never be able to imagine or understand how people in this area would feel or have to suffer. I am not certain that if I survived the  great earthquake and huge tsunami, I would be strong enough to pursue my life with the memory of losses.

There are many things in life that we can win. But for our mother nature, all we can do is paying respect. Uncertainty is always certain so we can never be sure if there is tomorrow,  shouldn’t we live our everyday worth living? Without earthquake, my one year in Japan would be perfectly fine but experiencing those incident told me that there will be plenty of things to learn through the hard time.

In those day, Thanks to my friends in TIEC, who organized and let me join this activity. Thank you to all volunteers in Rocinantes for teaching me the precise lessons of volunteering. Different walks of life gather at the Miyagi with different reason for the same purpose of helping and supporting people in effected area. Akita san from Osaka told me that he came to Miyagi because he is Japanese….

Today the anniversary of 1 year after the shocking earthquake, I went to “East Japan Earthquake Press Photo Exhibition” to keep this crucial memory alive with me. I could not help myself from crying…

One year have passed, there are still a lot of work for Japanese to build the future of better Japan. According to this article http://www.japantimes.co.jp/text/fl20120311x1.html that one girl said that “I myself have not lost my house or a family member, but I have experienced the horror of the quake and radiation leaks. “Ganbare” (“Hang in there”) is not the right message, because the victims were already doing their best when the disasters struck, and they are still hanging in there every day to rebuild their lives.” From now on, I will no never again say “Ganbare” because I do believe that Japanese people and people in Tohoku region are now trying their best to live their lives and get through the difficulties that I will not be able to imagine.

All the best to you, Japanese people. I will watch, learn and  never forget.